คดีสะเทือนวงการบันเทิงและแวดวงการลงทุน เมื่อ “นานา ไรบีนา” หรือ นางไรบีนา อินทชัย ดาราสาววัย 44 ปี ถูกตำรวจกองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) จับกุมตามหมายจับศาลอาญาในข้อหา “ฉ้อโกงทรัพย์ และกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” หลังมีผู้เสียหายรวม 17 ราย ร้องเรียนว่าถูกหลอกลงทุนในธุรกิจทิพย์ จนสูญเงินรวมกันกว่า 190 ล้านบาท
การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่บ้านพักหรูย่านเอกมัย เขตวัฒนา กรุงเทพฯ พร้อมการตรวจยึดทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งกระเป๋าแบรนด์เนม จิวเวลรี่ รถยนต์หรู รวมถึง hardware wallet (กระเป๋าเงินคริปโตแบบฮาร์ดแวร์) ที่ถูกมองว่าอาจเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินในคดี
ชวนเพื่อน–ผู้ปกครองโรงเรียนนานาชาติ ลงทุน 4 ธุรกิจทิพย์
ต้นเรื่องของคดีเริ่มจากการที่ “นานา ไรบีนา” ใช้ภาพลักษณ์คนรู้จักในวงการบันเทิงและกลุ่มผู้ปกครองโรงเรียนนานาชาติ ชวนเพื่อนสนิท บุคคลใกล้ชิด และผู้ปกครองให้ร่วมลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ โดยอ้างว่าเป็นโอกาสพิเศษที่ให้เฉพาะคนใกล้ตัวเท่านั้น
ธุรกิจที่ถูกอ้างมีตั้งแต่
ธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ให้ผลตอบแทนสูง 4–7% ต่อเดือน
ลงทุนเทรดหุ้นกับผู้มีชื่อเสียงในวงการเทรดหุ้น
ลงทุนในกิจการกีฬาบาสเก็ตบอล ร้านอาหารต่างประเทศ และบริษัทของตนเอง
ลงทุนใน “กองทุนเครือธุรกิจครอบครัวรายใหญ่”
ด้วยชื่อเสียงในวงการบันเทิง บวกกับการอ้างเชื่อมโยงกับนักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากเชื่อใจและยอมโอนเงินลงทุนให้โดยไม่ตั้งข้อสงสัย
ปลอมสลิป–เอกสารโอนหุ้น สร้างความน่าเชื่อถือ
ระยะแรก ผู้เสียหายหลายรายยืนยันว่าตนได้รับผลตอบแทนตามที่ถูกเสนอจริง ๆ ทั้งดอกเบี้ยรายเดือนและเงินปันผลจาก “การลงทุน” ทำให้ยิ่งเชื่อมั่นว่าธุรกิจทั้งหมดมีอยู่จริง
ต่อมามีการนำ สลิปโอนเงินปลอม และ เอกสารโอนหุ้นปลอม ของธุรกิจต่าง ๆ มาแสดงให้ดูเพิ่มเติม จนเหยื่อเชื่อว่าตนถือหุ้นหรือมีส่วนร่วมในโครงการต่าง ๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าหลักฐานหลายอย่างเป็นเอกสารปลอม และเงินที่ได้รับไม่ได้มาจากผลประกอบการของธุรกิจจริง แต่เป็นลักษณะนำเงินของผู้ลงทุนรายใหม่มาหมุนจ่ายให้รายเก่า คล้าย “แชร์ลูกโซ่” ในรูปแบบการลงทุนส่วนบุคคล
เมื่อเงินเริ่มจ่ายไม่ได้ อ้างบัญชีถูกอายัด
ประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อผู้ต้องหาเริ่มหยุดจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุน โดยให้เหตุผลว่าบัญชีธนาคารถูกหน่วยงานรัฐระงับการทำธุรกรรม ทำให้ไม่สามารถจ่ายคืนเงินลงทุนและผลตอบแทนได้ตามกำหนด
เมื่อถูกผู้เสียหายทวงถาม นานา ไรบีนา จึงออกเช็คเงินสดให้ เพื่อนำไปขึ้นเงินกับธนาคาร แต่เมื่อเหยื่อนำเช็คไปเรียกเก็บกลับถูกปฏิเสธ เนื่องจากยอดเงินในบัญชีไม่เพียงพอ หลายคนจึงเริ่มสงสัย และตรวจสอบจนพบว่า บุคคลมีชื่อเสียงที่ถูกนำมาอ้างนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนเลย
สุดท้ายผู้เสียหาย 17 รายจึงรวมตัวเข้าร้องทุกข์ต่อ บก.ปอศ. ยอดความเสียหายรวมกว่า 190 ล้านบาท
ตรวจเส้นทางการเงิน ยึด hardware wallet – กระเป๋าหรู–รถหรู
จากการสืบสวนเส้นทางการเงิน พบว่าผู้ต้องหาไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนตามที่พูดไว้ แต่มีการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีเป็นวงเงินจำนวนมาก และหมุนจ่ายให้ผู้ลงทุนรายอื่นแทน
ในการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดทรัพย์สินที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เช่น
โทรศัพท์ iPhone 7
art toy Bearbrick และกล่องสะสมอีก 11 กล่อง
Hardware Wallet Ledger Nano X หนึ่งเครื่อง
กระเป๋า Hermès Birkin และ Louis Vuitton
จิวเวลรี่แบรนด์ต่าง ๆ ราว 50 ชิ้น
รถยนต์ MINI Cooper รุ่น Aceman สีขาว
นอกจากนี้ ยังตรวจพบโฉนดที่ดินในจังหวัดอ่างทอง 1 แปลง และในกรุงเทพฯ อีก 1 แปลง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบที่มาและความเกี่ยวข้องกับคดี
ข้อหา “กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”
เบื้องต้น “นานา ไรบีนา” ให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหา “ฉ้อโกงทรัพย์” และ “กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” ซึ่งเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง
คดีนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยว่า
ผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ มักมาพร้อมความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด
การลงทุนที่อ้างชื่อคนดัง นักธุรกิจ หรือครอบครัวใหญ่ ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่
เอกสารการโอนหุ้น ใบสลิป หรือสัญญากู้ยืม สามารถปลอมแปลงได้ หากไม่ตรวจสอบกับหน่วยงานทางการ
ก่อนโอนเงินลงทุนทุกครั้ง ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ เปรียบเทียบกับแหล่งข่าวทางการ และหลีกเลี่ยงการลงทุนที่ไม่มีใบอนุญาตหรือไม่มีหลักฐานทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน
อ้างอิง : mgronline.com