Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

สงครามเพจการเงินไทยปะทุ ฝั่งเตือนฟองสบู่ 100 ปี อีกฝั่งสวนว่าแพงไม่เท่ากับฟองสบู่
09 June 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

สงครามเพจการเงินไทยปะทุ ฝั่งเตือนฟองสบู่ 100 ปี อีกฝั่งสวนว่าแพงไม่เท่ากับฟองสบู่

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพจการเงินไทยเปิดศึกถกกันว่าหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่ม AI เป็น "ฟองสบู่" แล้วหรือยัง ฝั่งหนึ่งเชียร์ให้เทเข้าทองคำกับ Bitcoin อีกฝั่งเตือนว่าการขายความกลัวแบบเหมารวมอันตรายกว่า แต่พอลงไปดูตัวเลขจริง ทั้ง CAPE, ROI ของ AI ไปจนถึงการที่ Strategy ของ ไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) เพิ่งขาย Bitcoin ครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปีเมื่อ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569 กลับเล่าเรื่องที่ลึกกว่าคำว่า "ฟองสบู่" — บทเรียนตัวจริงคือ "อย่าแขวนทั้งชีวิตไว้กับความเชื่อเดียว"

 

🔥 ประโยคเดียวที่จุดไฟทั้งวงการ

 

จุดเริ่มของดราม่ามาจากโพสต์ของเพจการเงินเพจหนึ่ง ที่เปรียบเปรยทำนองว่า การที่พ่อแม่มือใหม่จะออมหุ้นไว้ให้ลูกในตลาดที่ (ตามที่เพจนั้นมองว่า) เป็น "ฟองสบู่ 100 ปี" เป็นเรื่องน่าขัน พร้อมเชียร์ให้หันไปถือเงินสด ทองคำ และ Bitcoin แทน

 

ฝั่งที่ค้านหนักที่สุดคือสายลงทุนหุ้นสหรัฐที่ออกตัวว่าตัวเองก็ถือ Bitcoin เช่นกัน เขาไม่ได้เถียงว่าหุ้นไม่แพง แต่ติดใจการชวนคนทั่วไป "ขายของหนีตาย" โดยไม่มีข้อมูลรองรับ คำถามที่ค้างคาใจทุกคนจึงไม่ใช่ "หุ้นแพงไหม" แต่เป็น "มันแค่แพง หรือมันฟองสบู่กันแน่"

 

📊 ข้อ 1: แพงจริง — เรื่องนี้ไม่มีใครเถียง

 

ตัวเลขที่ฝ่ายสายหุ้นเปิดมาเองชี้ชัดว่าตลาดแพง ค่า CAPE (Cyclically Adjusted P/E คืออัตราส่วนราคาต่อกำไรที่เกลี่ยกำไรย้อนหลัง 10 ปีเพื่อตัดผลของวัฏจักรเศรษฐกิจออก) ปัจจุบันอยู่ราว 40 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งประวัติศาสตร์ที่ราว 17 เท่า สูงเป็นอันดับสองในรอบ 140 ปี เป็นรองแค่ยอดฟองสบู่ดอตคอมปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ที่ 44 เท่า

 

ซ้ำร้าย Equity Risk Premium (ส่วนต่างผลตอบแทนที่หุ้นให้เหนือพันธบัตร) แทบเป็นศูนย์ แปลว่าถือหุ้นเสี่ยงกว่าแต่แทบไม่ได้ค่าตอบแทนส่วนเกิน และดัชนียังกระจุกตัวหนักที่กลุ่ม Mag 7 (หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 7 ตัว) ที่กินน้ำหนักเกือบ 1 ใน 3 ของ S&P 500

 

🏗️ ข้อ 2: แต่มันไม่ใช่ "ดอตคอม"

 

ความต่างอยู่ตรงนี้ ยุคดอตคอมบริษัทกู้เงินมาวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งที่ยังไม่มีรายได้จริง พอลูกค้าจ่ายไม่ไหวก็ล้มต่อกันเป็นโดมิโน รอบนี้กลุ่ม Hyperscaler (ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดยักษ์) อย่าง Amazon, Microsoft, Google และ Meta คือธุรกิจที่มีกำไรจริง ธุรกิจคลาวด์โตเลขสองหลักทุกเจ้า และรายได้ของ Nvidia ปีล่าสุดโตถึง 65%

 

แต่ต้องพูดให้ครบ — เม็ดเงินลงทุน AI ปี พ.ศ. 2569 รวมกันทะลุ 6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 19.7 ล้านล้านบาท) และปีนี้เริ่มเกินกระแสเงินสดที่แต่ละบริษัทหามาได้เอง หลายเจ้าหันไปออกหุ้นกู้ บางรายอย่าง Amazon ถึงขั้นกระแสเงินสดอิสระติดลบ ภาพ "จ่ายด้วยเงินสดล้วน ไม่กู้" แบบยุคก่อนเริ่มจางลงเรื่อยๆ

 

🤖 ข้อ 3: ความเสี่ยงตัวจริงคือ ROI ไม่ใช่คำว่า "ฟองสบู่"

 

ประเด็นที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าฟองสบู่หรือไม่ แต่อยู่ที่ ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) ของ AI ลงเงินไป 6 แสนล้านดอลลาร์ แต่รายได้ที่มาจาก AI โดยตรงตอนนี้อยู่แค่ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.19 แสนล้านบาท) หรือไม่ถึง 5% ของเงินที่ลงไป

 

อย่างไรก็ดี ฝ่ายสายหุ้นชี้ว่า Forward P/E (อัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์) ของ Nvidia อยู่ราว 36 เท่า ฟังดูแพง แต่เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรผ่านค่า PEG กลับต่ำกว่า 1 แปลว่าราคายังวิ่งตามกำไรทัน คำถามจริงจึงไม่ใช่ตัวเลข "100 ปี" ลึกลับ แต่คือ "วันไหนกำไรหรือแนวโน้มไม่เข้าเป้า ราคาก็พร้อมปรับฐานทันที"

 

⚖️ ข้อ 4: ปีที่ผ่านมา ใคร "รอด"

 

ลองดูของจริงในรอบ 1 ปี กองทุนหุ้นโลก VT บวกเกือบ 29% ส่วน Bitcoin ติดลบราว 33% ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตรวมหดจากจุดสูงสุดราว 4.2 ล้านล้านดอลลาร์เหลือราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

 

คนที่ All-in Bitcoin อย่างเดียวคือคนที่เงินต้นหายไป 1 ใน 3 ส่วนคนที่กระจายไปทั้งหุ้นโลก ทองคำ และ Bitcoin เงินต้นแทบไม่ขยับ และในทางกลับกัน หากวันหนึ่งหุ้นปรับฐานแรงจริง ทองคำกับ Bitcoin มักวิ่งสวนขึ้น การทำ Rebalance (การปรับสัดส่วนพอร์ตเป็นระยะ โดยขายตัวที่ขึ้นแรงไปซื้อตัวที่ราคาลง) จึงช่วยลดความเสี่ยงได้อีกชั้น

 

🧨 ข้อ 5: แม้แต่คนที่เชื่อที่สุดก็ยังขาย

 

หมัดเด็ดของวงสนทนาคือกรณีของ Strategy (บริษัทที่เปลี่ยนชื่อมาจาก MicroStrategy ผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลกระดับองค์กร) เมื่อ ไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) ผู้ป่าวประกาศมาตลอดว่าจะ "ถือตลอดชีวิต" กลับยอมขาย Bitcoin ครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี

 

ตามเอกสาร 8-K ที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569 บริษัทขาย Bitcoin จำนวน 32 เหรียญในช่วง 26–31 พฤษภาคม ที่ราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ต่อเหรียญ (ราว 2.53 ล้านบาท) รวมมูลค่าราว 2.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 82 ล้านบาท) เพื่อนำไปจ่ายปันผล หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) รุ่น STRC โดยบริษัทยังถือ Bitcoin อยู่ถึง 843,706 เหรียญ ที่ต้นทุนเฉลี่ยราว 75,699 ดอลลาร์ต่อเหรียญ

 

แม้ปริมาณที่ขายจะคิดเป็นเพียงราว 0.004% ของที่ถือทั้งหมด แต่เชิงสัญลักษณ์ "สะเทือน" ตลาดมากกว่าตัวเลข ราคา Bitcoin อ่อนตัวหลุดแนว 72,000 ดอลลาร์ในไม่กี่ชั่วโมงหลังข่าว และมีการชำระบัญชี (liquidation) สถานะ Futures กว่า 93 ล้านดอลลาร์ในชั่วโมงเดียว บทเรียนที่วงสนทนาย้ำคือ สิ่งอันตรายที่สุดในการลงทุนคือ "ความเชื่อแบบฝังหัว" และการอยู่แต่ในกลุ่มที่คิดเหมือนกัน เพราะคุณจะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน

 

🧭 บทสรุป: ปมไม่ใช่ "จะถืออะไร" แต่คือ "อย่าแขวนทั้งชีวิตไว้กับความเชื่อเดียว"

 

ที่ต้องเข้าใจคือ คู่กรณีหลักทั้งสองฝั่งล้วนเป็น "บิทคอยน์เนอร์" เหมือนกัน เรื่องนี้จึงไม่ใช่ "หุ้นดีกว่า Bitcoin" หรือกลับกัน คนที่ DCA (Dollar-Cost Averaging การทยอยลงทุนเป็นงวดสม่ำเสมอ) กองทุนรวมเดือนละนิดโดยไม่ต้องรู้ลึกก็ผ่านมาได้สบาย ส่วนคนที่เจ็บคือคนที่ใช้ Leverage หรือเทเงินทั้งก้อนไปที่เดียวแล้วไม่ศึกษาเพิ่ม

 

ทั้งสองฝั่งเห็นตรงกันว่าวันหนึ่งตลาดต้องมีการปรับฐานแรง แค่ไม่ใช่ "ฟองสบู่ 100 ปี" แบบที่ขู่กัน วิธีคิด 3 ข้อที่วงสนทนาทิ้งท้ายคือ หนึ่ง ยอมรับว่าการลงทุนไม่มีทางลัดที่ปลอดภัยจริง สอง ระวังความเชื่อแบบฝังหัวและการอยู่แต่ในกลุ่มที่คิดเหมือนกัน และสาม พยายามหาเหตุผลที่ตัวเองอาจคิดผิดให้เจอ ไม่ใช่หาแต่ข้อมูลมายืนยันสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ 
👉 นักวิเคราะห์เตือน! การกว้านซื้อ BTC ของ Strategy เสี่ยงสร้างความเปราะบางใหม่ให้ตลาด 
👉 Strategy ฟาดกำไร Bitcoin Q2 กว่า $13,000 ล้าน แต่ธุรกิจซอฟต์แวร์แทบไม่โต
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: สรุปจากวงสนทนาเพจการเงินไทย ประกอบข้อมูลที่ตรวจสอบเพิ่มเติมจาก CoinDesk, crypto.news และเอกสาร 8-K ของ Strategy ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict ดราม่ารอบนี้สะท้อนสุขภาพที่ดีของวงการมากกว่าความวุ่นวาย เพราะมันบังคับให้ทุกคนกลับไปดู "ตัวเลขจริง" แทนการเชื่อตามวาทกรรมด้านเดียว สิ่งที่น่าสนใจคือ Bitcoin กำลังถูกพูดถึงในฐานะ "หนึ่งในเครื่องมือกระจายความเสี่ยง" ควบคู่กับทองคำและหุ้น ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปที่ต้องเทหมดหน้าตัก ซึ่งเป็นมุมมองที่โตขึ้นและยั่งยืนกว่าเดิม การที่แม้แต่ ไมเคิล เซย์เลอร์ ยังปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าในตลาดนี้ ไม่มีความเชื่อใดที่ควรฝังหัวจนปิดประตูการเรียนรู้

 

⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ บทความนี้เป็นการสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่มีการฟันธงทิศทางราคาสินทรัพย์ใดๆ

Tags / คีย์เวิร์ด SEO: ฟองสบู่หุ้น AI, Strategy ขาย Bitcoin, Michael Saylor, MicroStrategy, กระจายความเสี่ยงคริปโต, CAPE Ratio, Nvidia AI, Bitcoin vs หุ้น

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com