"แอ็คมี่" ฟ้องสวน “แทนคุณ” แต่ในอดีตเคยแจกหมายปิดปากไปแล้วกว่า 100 คดี
สรุปสั้น ๆ
หลังจากมีหมายจับและถูกกล่าวหาว่าหลอกลงทุนคริปโตมูลค่ากว่าพันล้านบาท นายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ "แอ็คมี่" ได้โพสต์เฟซบุ๊กโต้กลับครั้งแรก พร้อมประกาศยื่นฟ้องหมิ่นประมาทสวน ทว่าข้อมูลจากเอกสารศาลที่มีการตรวจสอบมานานแล้วชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาใช้กระบวนการทางกฎหมายในลักษณะนี้

EP.1 จากดูไบ: "ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว"
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นายวรวัฒน์ นาคแนวดี ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในชื่อ #ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว EP.1 ตั้งคำถามโต้กลับข้อกล่าวหาทั้งหมด ระบุว่าตัวเลขความเสียหาย 1,386 ล้านบาท ผู้เสียหายกว่า 1,000 คน และผลตอบแทนอ้าง 500 เท่าล้วนเป็นข้อมูลที่ "แม้แต่ตัวผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้"
จากนั้นเขาประกาศว่า ได้ยื่นฟ้องนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม ผู้ที่เป็นหัวหน้านำกลุ่มผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 พร้อมแจ้งว่าศาลอาญาได้มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาในคดีดำหมายเลข อ.750/2569 แล้ว
นอกจากนี้ยังระบุว่าได้ส่ง "Legal Notice for Media Information" ไปยังสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้อง แต่ยืนยันว่า "จะไม่มีการฟ้องร้องสื่อมวลชนแต่อย่างใด" และกล่าวปิดท้ายว่า "เมื่อเรื่องเข้าสู่ชั้นศาลแล้ว สิ่งที่มีความหมายไม่ใช่กระแส แต่คือข้อเท็จจริง"
ย้อนรอย: ก่อนโดนฟ้อง เขาคือคนส่งหมาย

สิ่งที่น่าสนใจคือ การฟ้องหมิ่นประมาทครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนายวรวัฒน์
ข้อมูลจากการตรวจสอบเอกสารที่ศาลอาญาโดยผู้เสียหายรายหนึ่งตั้งแต่ช่วงปี 2564-2565 พบว่า นายวรวัฒน์ได้ยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผู้ที่วิจารณ์ธุรกิจของเขาในกลุ่มโซเชียลมีเดียรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 คดี
หลายคดีมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ ยื่นฟ้องที่ศาลเดียวกัน ทนายชุดเดิม เรียกค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี พร้อมให้จำเลยลงโฆษณาขอโทษในสื่อที่โจทก์กำหนดเป็นเวลา 30 วันต่อเนื่อง โดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งคำฟ้องมีข้อความคล้ายคลึงกันมาก
ข้อความที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทในครั้งนั้นส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์สั้นๆ ในชุมชนนักลงทุน เช่น
- "เป็นมิจค่ะ"
- "ลอกชื่อไม่เท่าไหร่ ลอกโลโก้มาด้วยนี่ดี"
- "ระวังนะครับ ประวัติไม่ค่อยดีจากฟอเร็กซ์"
- "หาเงินกับความโลภของคนที่ขาดความรู้"
- "คดีเพียบ"
บางคดีจำเลยถูกฟ้องเพียงเพราะแชร์โพสต์ฉลองครบรอบความรักของโจทก์

ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง: ชนะ 4 คดีจาก 112
จากการรวบรวมข้อมูลคดีทั้งหมด 112 คดี ผลออกมาดังนี้
พูดง่ายๆ คือ ในคดีที่จำเลยเลือกสู้ ศาลยกฟ้องแทบทุกคดี แต่ในขณะเดียวกัน 51 คดีถูกถอนฟ้อง คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่าจำเลยจำนวนหนึ่งเลือกที่จะตกลงยอมความก่อนขึ้นศาล มีรายงานว่าบางรายต้องจ่ายค่ายอมความสูงกว่า 6 หลักเพื่อให้ถอนฟ้อง
เมื่อสู้ถึงที่สุด — ศาลตัดสินอย่างไร
จากคำพิพากษาหลายคดี ศาลให้เหตุผลยกฟ้องซ้ำกันใน 4 แนวทางหลัก
ข้อความไม่มีความหมายชัดเจนพอ ในคดีที่จำเลยพิมพ์ว่า "เป็นมิจค่ะ" ศาลวินิจฉัยว่าคำว่า "มิจ" ไม่มีความหมายชัดเจน ไม่สามารถยืนยันได้ว่าหมายถึง "มิจฉาชีพ" และการตีความดังกล่าวเป็นความเข้าใจของโจทก์เองทั้งสิ้น
เป็นความคิดเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ในคดีที่จำเลยตั้งข้อสังเกตเรื่องความคล้ายคลึงของชื่อและโลโก้ ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการตั้งข้อสงสัย ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงในเชิงกล่าวหา
เจตนาสุจริตเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ศาลอ้างมาตรา 329 ประมวลกฎหมายอาญา (บทบัญญัติที่คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้เสียตามคลองธรรม) ยืนยันว่าการเตือนกันในชุมชนนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็น สิทธิ์ที่กฎหมายคุ้มครอง
ข้อมูลที่พูดถึงเป็นความจริง ในคดีที่จำเลยวิจารณ์เหรียญ ACT (สกุลเงินดิจิทัลที่นายวรวัฒน์สร้างขึ้นเอง) ว่ามีลักษณะ Rug Pull (กลวิธีโกงที่เจ้าของโปรเจกต์ระดมทุนแล้วหนีพร้อมเงิน) ศาลตรวจสอบหลักฐานจากเว็บไซต์ BSC Scan และ coinmarketcap แล้วพบว่าเหรียญมีมูลค่าตลาด 0 ดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับที่จำเลยพูดถึง ศาลจึงถือว่าเป็นการพูดตามข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
ความน่าสนใจคือ ในหลายคดี ศาลบอกว่าแม้คำว่า "ลิงดำ" หมายถึงโจทก์จริง แต่ก็ยังยกฟ้องอยู่ดี เพราะเหตุผลอื่นข้างต้น
สถานการณ์ล่าสุด: ตำรวจกำลังประสานงานเพื่อออกหมายแดง Interpol
นายวรวัฒน์เดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 และตำรวจได้ประสานข้อมูลการออกหมายจับไปที่ Interpol แล้ว เพื่อขอออกหมายแดง (Red Notice) ในการติดตามตัว
ล่าสุดวันที่ 10 มีนาคม 2569 บก.ปอศ. แถลงว่ามีผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 61 ราย ความเสียหายรวม 76 ล้านบาท และตำรวจเชื่อว่ายังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้แจ้งความ
ก.ล.ต. เคยร้องทุกข์ดำเนินคดีไว้แล้ว 2 คดี โดยมีการออกหมายจับทั้งสองคดีแล้ว ส่วนคดีใหม่ที่ผู้เสียหายกว่า 30 คนเข้าแจ้งความนั้นเกี่ยวกับเหรียญ "WOWBiT" และ "ACET" ซึ่งอ้างผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่า
ขณะที่นายวรวัฒน์โพสต์โต้กลับว่าจะ "เปิดข้อเท็จจริงอย่างช้าๆ" และ "ท้ายที่สุดแล้วทุกเรื่องเล่าจะหยุดลง คงอยู่ไว้เพียงความจริงนิรันดร์" เรื่องราวนี้ดูเหมือนกำลังพัฒนาต่อไปอีก
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ 👉 ตร.ประสานอินเตอร์โพลออก 'หมายแดง' ล่าตัว 'แอ็คมี่ วรวัฒน์' ปมหลอกลงทุนคริปโตฯ เสียหายพุ่งร้อยล้าน
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: เฟซบุ๊ก Worawat Narknawdee / ไทยรัฐ / ThaiPBS / บก.ปอศ.
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
ภาพที่เห็นในคดีนี้น่าจับตามองในหลายมิติ ทั้งในแง่การบังคับใช้กฎหมายคริปโตไทย และในแง่ของการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร สิ่งที่ชุมชนนักลงทุนได้บทเรียนแล้วคือ การตรวจสอบใบอนุญาต ก.ล.ต. ก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลใดๆ และการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อเตือนกันในชุมชนนั้น ศาลไทยมีแนวทางปกป้องอยู่แล้ว
Tags: แอ็คมี่ วรวัฒน์, ลิงดำ, Bitnance, SLAPP, หมิ่นประมาท, WOWBiT, ACT เหรียญคริปโต, Interpol หมายแดง, ก.ล.ต. สินทรัพย์ดิจิทัล, คดีฉ้อโกงคริปโต
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com