Bitcoin น่าเชื่อถือแค่ไหน ระบบที่ไม่มีใครดูแลอยู่มา 17 ปีได้ยังไง
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Bitcoin น่าเชื่อถือแค่ไหน ระบบที่ไม่มีใครดูแลอยู่มา 17 ปีได้ยังไง

Bitcoin ไม่มีบริษัท ไม่มี CEO แล้วเชื่อถือได้ยังไง ดูผลงานจริง ทำงานต่อเนื่องกว่า 99.98% ผ่านวิกฤตกระดานล้มและรัฐไล่แบน พร้อมขอบเขตที่ไม่ควรเชื่อเกินจริง บทที่ 11 ของซีรีส์คริปโต 1-100

📚 ซีรีส์ "คริปโต 1-100" · Section 2: ถือให้เป็น ปลอดภัยไว้ก่อน — บทที่ 11

Bitcoin น่าเชื่อถือแค่ไหน ระบบที่ไม่มีใครดูแลอยู่มาแล้ว 17 ปี ปกบทความซีรีส์คริปโต 1-100

ก่อนซื้อ Bitcoin ครั้งแรก แทบทุกคนถามคำถามชุดเดียวกัน เงินจะหายไหม ใครดูแลระบบนี้อยู่ ถ้ามีปัญหาจะโทรหาใคร แล้วถ้าวันหนึ่งมีคนสั่งปิด เงินที่ถืออยู่จะกลายเป็นศูนย์หรือเปล่า

คำถามพวกนี้สมเหตุสมผลมาก เพราะตลอดชีวิตเราฝากความเชื่อถือเรื่องเงินไว้กับ "ตัวกลาง" มาตลอด เงินฝากมีธนาคารดูแล ธนาคารมีธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับ และยังมีสถาบันคุ้มครองเงินฝากรองรับอีกชั้น ถ้าแอปโอนเงินมีปัญหา อย่างน้อยก็มี call center ให้โทรตาม แต่พอมาเจอ Bitcoin ที่ไม่มีบริษัท ไม่มี CEO ไม่มีสำนักงานใหญ่ ไม่มีใครรับผิดชอบอย่างเป็นทางการเลยสักคน สัญชาตญาณแรกของคนส่วนใหญ่จึงบอกว่า "แบบนี้จะไปเชื่อถืออะไรได้"

คำตอบสั้นที่สุดคือ ความน่าเชื่อถือของ Bitcoin ไม่ได้มาจากการมีใครรับรอง แต่มาจากผลงานที่ตรวจสอบได้จริง เครือข่ายทำงานต่อเนื่องคิดเป็นสัดส่วนเวลามากกว่า 99.98% นับตั้งแต่เริ่มระบบในปี 2009 ผ่านวิกฤตมาแล้วหลายรอบโดยตัวเครือข่ายไม่เคยล้ม ไม่มีใครควบคุมหรือสั่งปิดได้ และทุกบรรทัดของโค้ดกับทุกรายการในบัญชีเปิดให้ใครก็ได้ตรวจสอบเองโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร

บทความนี้จะพาไล่ดูทีละข้อว่าคำกล่าวข้างบนมีอะไรรองรับบ้าง และตรงไหนที่ Bitcoin ไม่ได้น่าเชื่อถืออย่างที่แฟนคลับบางส่วนชอบอวยเกินจริง เพราะการเข้าใจขอบเขตความน่าเชื่อถือให้ถูก สำคัญกว่าการเชื่อแบบหลับหูหลับตาทั้งสองทาง

เปรียบเทียบความเชื่อถือแบบเดิมที่พึ่งตัวกลางเป็นชั้นๆ กับ Bitcoin ที่เชื่อกฎของระบบที่ทุกคนตรวจสอบได้เอง

ภาพ: ระบบการเงินเดิมให้เราเชื่อ "ตัวกลาง" เป็นชั้นๆ ส่วน Bitcoin เปลี่ยนมาให้เชื่อกฎของระบบที่ทุกคนตรวจสอบได้เอง

โลกที่ไม่เคยเชื่อถือ "เงินดิจิทัล" มาก่อน

ย้อนกลับไปก่อนปี 2009 ความคิดที่ว่าข้อมูลดิจิทัลจะเป็นเงินที่เชื่อถือได้ด้วยตัวมันเอง แทบเป็นเรื่องตลกในสายตาคนทั่วไป เพราะภาพจำของโลกอินเทอร์เน็ตคือพื้นที่ที่ใครจะปลอมเป็นอะไรก็ได้ การ์ตูนชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ The New Yorker ปี 1993 โดยปีเตอร์ สไตเนอร์ (Peter Steiner) สรุปภาพนี้ได้แสบที่สุด เป็นรูปสุนัขนั่งเล่นคอมพิวเตอร์แล้วหันไปบอกสุนัขอีกตัวว่า ในโลกอินเทอร์เน็ตไม่มีใครรู้หรอกว่าคุณเป็นสุนัข

ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ ถ้าเงินเป็นแค่ข้อมูลดิจิทัล แล้วอะไรจะกันไม่ให้คนก๊อบปี้เงินก้อนเดิมไปใช้ซ้ำสองครั้ง ปัญหานี้มีชื่อทางเทคนิคว่า Double Spending และตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทางแก้เดียวที่โลกรู้จักคือให้ตัวกลางที่น่าเชื่อถือเป็นคนถือบัญชีกลางและตรวจสอบทุกรายการ ยิ่งมูลค่าสูง ยิ่งต้องพึ่งตัวกลางที่ใหญ่และน่าเชื่อถือขึ้นไปอีก

Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อท้าทายสมมติฐานนี้ตรงๆ White Paper ถูกเผยแพร่เมื่อ 31 ตุลาคม 2008 กลางวิกฤตการเงินโลกพอดี และบล็อกแรกของระบบที่เรียกว่า Genesis Block ถูกขุดขึ้นเมื่อ 3 มกราคม 2009 โดยซาโตชิ นากาโมโตะฝังข้อความไว้ในบล็อกแรกเป็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ The Times วันนั้นว่า "Chancellor on brink of second bailout for banks" ข่าวรัฐบาลอังกฤษเตรียมอุ้มธนาคารรอบสอง เป็นการเหน็บระบบตัวกลางที่เพิ่งพาโลกเข้าสู่วิกฤตแบบไม่ต้องตีความอะไรมาก

ประเด็นที่คนมักมองข้ามคือ Bitcoin ไม่ได้ขอให้โลก "เชื่อ" มันตั้งแต่วันแรก มันแค่เปิดระบบทิ้งไว้ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ และ 17 ปีต่อมา ตัวเลขที่ระบบนี้สะสมมาก็กลายเป็นข้อโต้แย้งที่หนักแน่นที่สุดของมันเอง

ไทม์ไลน์จุดกำเนิด Bitcoin ตั้งแต่ White Paper ปี 2008 Genesis Block ปี 2009 จนถึงปัจจุบัน

ภาพ: จุดกำเนิด Bitcoin เกิดขึ้นกลางวิกฤตการเงินโลก 2008 และระบบเดินต่อเนื่องมาถึงปีที่ 17

ผลงานข้อแรก ระบบที่ทำงานต่อเนื่องกว่า 99.98% ของเวลา

ลองนึกถึงระบบไอทีที่เรารู้จัก ธนาคารมีประกาศปิดปรับปรุงระบบตอนตีสอง แอปเรียกรถล่มช่วงฝนตก เกมออนไลน์ปิดเซิร์ฟเวอร์ซ่อมบำรุงทุกสัปดาห์ แม้แต่บริการระดับโลกอย่าง Google หรือ Facebook ก็เคยล่มทั้งระบบมาแล้วหลายครั้ง การมี downtime คือเรื่องปกติของระบบที่มีศูนย์กลาง เพราะเมื่อศูนย์กลางสะดุด ทั้งระบบก็หยุดตาม

Bitcoin เดินคนละเส้นทาง นับตั้งแต่ Genesis Block ในปี 2009 เครือข่ายผลิตบล็อกใหม่ต่อเนื่องเฉลี่ยทุกราว 10 นาที สะสมมาแล้วมากกว่า 900,000 บล็อก ตลอดเวลานั้นเครือข่ายเคยสะดุดจนกระทบการใช้งานจริงเพียง 2 ครั้ง คือเหตุการณ์บั๊กปี 2010 กับเหตุการณ์เชนแยกปี 2013 รวมเวลาหยุดชะงักประมาณ 15 ชั่วโมง จากเวลาทำงานทั้งหมด 17 ปี คิดเป็นสัดส่วนการทำงานต่อเนื่องมากกว่า 99.98% และนับจากปี 2013 เป็นต้นมา ตัวเลข downtime คือศูนย์ติดต่อกันมา 13 ปีแล้ว

ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือเงื่อนไขที่มันเกิดขึ้น ระบบนี้ไม่มีทีม IT เข้าเวร ไม่มีศูนย์ข้อมูลสำรอง ไม่มีงบซ่อมบำรุงประจำปี ไม่มีแม้แต่บริษัทเจ้าของ มันทำงาน 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่มีเวลาปิดทำการ และไม่เคยมีประกาศ "ขออภัยในความไม่สะดวก ระบบปิดปรับปรุง" เลยสักครั้ง ใครที่เคยหงุดหงิดกับแอปธนาคารไทยล่มช่วงสิ้นเดือนวันเงินเดือนออก น่าจะเห็นภาพความต่างนี้ได้ทันที เพราะระบบโอนเงินที่เราใช้กันทุกวันยังมีวันสะดุดเป็นระยะ ทั้งที่มีบริษัทระดับหมื่นล้านดูแลอยู่เต็มอัตรา

สถิติการทำงานของเครือข่าย Bitcoin ตลอด 17 ปี ทำงานต่อเนื่องกว่า 99.98% สะดุดจริงเพียง 2 ครั้ง

ภาพ: สถิติการทำงานของเครือข่าย Bitcoin ตลอด 17 ปี สะดุดจริงเพียง 2 ครั้งรวมราว 15 ชั่วโมง และไม่เคยหยุดอีกเลยนับจากปี 2013

ส่วนเหตุการณ์ 2 ครั้งที่ว่า ครั้งแรกในปี 2010 เกิดจากบั๊กในโค้ดที่เปิดช่องให้เสกเหรียญเกินจริงขึ้นมาในบล็อกเดียว ทีมพัฒนาที่ตอนนั้นยังมีซาโตชิอยู่ ตรวจพบและออกตัวแก้ภายในราว 5 ชั่วโมง แล้วย้อนธุรกรรมกลับไปจุดก่อนเกิดปัญหา ครั้งที่สองในปี 2013 เกิดจากซอฟต์แวร์คนละเวอร์ชันมองบล็อกไม่ตรงกันจนเชนแยกชั่วคราว ทั้งสองครั้งจบด้วยการแก้ไขได้และระบบเดินต่อ ใครอยากอ่านรายละเอียดบั๊กแต่ละครั้ง รวมถึงเรื่อง 51% Attack และ Quantum Computer เราแยกไว้ให้แล้วในบทความ Bitcoin โดนแฮ็กได้ไหม ซึ่งไล่การโจมตีทีละระดับอย่างละเอียด บทความนี้จะโฟกัสมุมกว้างกว่านั้นคือพฤติกรรมของทั้งระบบในระยะยาว

วิกฤตมาแล้วหลายรอบ สิ่งที่ล้มไม่เคยใช่ตัวเครือข่าย

นี่คือจุดที่คนสับสนที่สุด ข่าวร้ายในวงการคริปโตตลอดสิบกว่าปีมานี้ เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องของ "บริษัทที่ทำธุรกิจรอบๆ Bitcoin" ล้ม ไม่ใช่ตัวเครือข่าย Bitcoin ล้ม ไม่ต่างอะไรกับร้านรับแลกเงินเจ๊ง ซึ่งไม่ได้แปลว่าเงินสกุลนั้นหายไปจากโลก มันคนละชั้นของระบบกัน

ลองไล่ดูวิกฤตใหญ่ที่ผ่านมา

  • ปี 2014 Mt.Gox กระดานเทรดที่ครองปริมาณธุรกรรมราว 70% ของโลก ถูกแฮ็กจนสูญเหรียญไปราว 850,000 BTC และล้มละลาย ผู้ใช้จำนวนมากเสียเงินจริง แต่ตัวเครือข่าย Bitcoin ยังผลิตบล็อกตามปกติตลอดช่วงวิกฤต
  • ปี 2021 รัฐบาลจีนสั่งแบนการขุด Bitcoin ทั้งประเทศ ทั้งที่ตอนนั้นกำลังขุดราวครึ่งหนึ่งของโลกอยู่ในจีน กำลังขุดทั่วโลกจึงร่วงลงเกือบครึ่งภายในไม่กี่สัปดาห์ บล็อกออกช้าลงชั่วคราวจริง แต่กลไกปรับความยากอัตโนมัติของระบบก็ลดระดับความยากลงตาม จนบล็อกกลับมาออกตามจังหวะปกติได้เอง จากนั้นเครื่องขุดทยอยย้ายไปอเมริกา คาซัคสถาน และประเทศอื่น ภายในเวลาราวหนึ่งปีกำลังขุดก็กลับมาทำจุดสูงสุดใหม่
  • ปี 2022 FTX กระดานเทรดอันดับต้นของโลกล้มละลายเพราะเอาเงินลูกค้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลากทั้งอุตสาหกรรมลงเหวตามไปด้วย ฝั่งไทยเองก็มี Zipmex ที่ระงับการถอนเงินกลางปีเดียวกันจนนักลงทุนไทยจำนวนมากติดค้าง และถูกเพิกถอนใบอนุญาตในเวลาต่อมา แต่เช่นเดิม ตัวเครือข่าย Bitcoin เดินต่อโดยไม่สะเทือน

ไทม์ไลน์วิกฤต Mt.Gox 2014 จีนแบนขุด 2021 FTX และ Zipmex 2022 เทียบกับเส้นการผลิตบล็อกที่ไม่เคยขาด

ภาพ: วิกฤตใหญ่แต่ละรอบคือบริษัทรอบๆ Bitcoin ล้ม ขณะที่เส้นการผลิตบล็อกของตัวเครือข่ายไม่เคยขาด

แพตเทิร์นที่เห็นซ้ำๆ คือ กระดานเทรดโดนแฮ็กได้ บริษัทโกงลูกค้าได้ คนถือทำ Private Key หายได้ แต่ทั้งหมดนั้นคือความล้มเหลวของ "ตัวกลางและมนุษย์รอบระบบ" ไม่ใช่ของโปรโตคอล พูดให้คมคือ Bitcoin ในฐานะเครือข่ายไม่เคยถูกแฮ็กสำเร็จ ส่วนข่าว "บิตคอยน์โดนแฮ็ก" ที่เห็นในสื่อ แทบทั้งหมดคือคนหรือแพลตฟอร์มที่ถือเหรียญแทนคนอื่นโดน ซึ่งเป็นคนละคำถามกันเลยกับความน่าเชื่อถือของระบบ

มุมที่ย้อนแย้งอย่างน่าสนใจคือ วิกฤตพวกนี้กลับกลายเป็นหลักฐานยืนยันคุณสมบัติของ Bitcoin ไปในตัว เพราะทุกครั้งที่ตัวกลางล้ม คนที่เก็บเหรียญไว้ในกระเป๋าที่ถือกุญแจเองไม่เสียอะไรเลย บทเรียนซ้ำๆ นี้เองที่ทำให้วลี "Not your keys, not your coins" กลายเป็นคำเตือนพื้นฐานของวงการ ซึ่งเราจะลงลึกเรื่องการถือกุญแจเองในบทถัดไปว่าด้วย Wallet

ไม่มีใครควบคุม จึงไม่มีใครสั่งปิดได้

คำถาม "ใครดูแล Bitcoin" มีคำตอบที่ฟังครั้งแรกแล้วขัดใจ คือไม่มีใครดูแล และนั่นแหละคือหัวใจของความทนทานของมัน

ระบบที่มีเจ้าของมีจุดตายเสมอ อยากปิดธนาคารหนึ่งแห่ง แค่คำสั่งทางกฎหมายฉบับเดียวก็จบ อยากปิดโซเชียลมีเดียสักเจ้า บล็อกเซิร์ฟเวอร์หรือกดดันผู้บริหารก็พอ แต่ Bitcoin ไม่มีสำนักงานใหญ่ให้บุก ไม่มี CEO ให้เรียกสอบ ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางให้ถอดปลั๊ก สิ่งที่มีคือคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Node กระจายกันรันสำเนาบัญชีชุดเดียวกันอยู่ทั่วโลก เฉพาะที่เปิดให้มองเห็นได้ก็มากกว่า 20,000 เครื่องกระจายอยู่ในกว่าร้อยประเทศ และเชื่อกันว่าจำนวนจริงมากกว่านั้นอีกมาก เพราะโหนดจำนวนไม่น้อยตั้งใจซ่อนตัวอยู่หลังเครือข่ายนิรนาม

การจะ "ปิด Bitcoin" จึงไม่ใช่การปิดบริษัทเดียว แต่คือการต้องไล่ปิดคอมพิวเตอร์หลายหมื่นเครื่องในเขตอำนาจกฎหมายนับร้อยประเทศพร้อมกัน และตราบใดที่เหลือโหนดทำงานอยู่แม้แต่มุมเดียวของโลก บัญชีทั้งระบบก็ยังอยู่ครบและพร้อมขยายตัวกลับมาใหม่ กรณีจีนปี 2021 คือการทดลองจริงที่ใหญ่ที่สุดของสมมติฐานนี้ มหาอำนาจอันดับสองของโลกใช้อำนาจรัฐเต็มรูปแบบทั้งแบนการขุดและการซื้อขาย ผลลัพธ์คือกิจกรรมย้ายประเทศ ส่วนตัวเครือข่ายไม่หยุดทำงานเลยแม้แต่ช่วงเดียว

แผนที่โลกแสดงโหนด Bitcoin กว่า 20,000 เครื่องกระจายทั่วโลก ทำให้ไม่มีจุดศูนย์กลางให้สั่งปิด

ภาพ: โหนด Bitcoin ที่มองเห็นได้กว่า 20,000 เครื่องกระจายทั่วโลก ทำให้ไม่มีจุดศูนย์กลางให้สั่งปิด

แต่เพื่อความแฟร์ ต้องพูดขอบเขตของเรื่องนี้ให้ครบ รัฐปิดตัวเครือข่ายไม่ได้ก็จริง แต่รัฐทำให้ "ทางเข้า" แคบลงได้จริง เช่น สั่งปิดกระดานเทรดในประเทศ ห้ามธนาคารทำธุรกรรมกับธุรกิจคริปโต หรือเก็บภาษีจนไม่คุ้มใช้งาน วิธีพวกนี้ทำให้คนในประเทศนั้นเข้าถึง Bitcoin ยากขึ้นได้มาก ประสบการณ์ใช้งานแย่ลงได้จริง เพียงแต่มันคือการปิดประตูบ้านตัวเอง ไม่ใช่การดับไฟทั้งเมือง ความต่างนี้สำคัญเวลาประเมินความเสี่ยง เพราะความเสี่ยงด้านกฎระเบียบเป็นเรื่องจริงที่ผู้ใช้ต้องตาม แต่มันเป็นความเสี่ยงคนละชนิดกับ "ระบบจะหายไป"

เปิดให้ตรวจทุกบรรทัด ความน่าเชื่อถือที่ไม่ต้องขอให้เชื่อ

เสาหลักต้นถัดมาของความน่าเชื่อถือคือความโปร่งใสระดับที่ระบบการเงินแบบเดิมให้ไม่ได้ Bitcoin เป็น Open Source ตั้งแต่วันแรก โค้ดทุกบรรทัดวางเปิดไว้ที่ github.com/bitcoin/bitcoin ให้ใครก็ได้เข้าไปอ่าน ตรวจ ทักท้วง หรือเสนอแก้ไข ตลอดหลายปีที่ผ่านมามี issue ถูกเปิดและจัดการไปแล้วหลายพันรายการ โดยนักพัฒนาจากทั่วโลกที่ไม่ได้สังกัดบริษัทเดียวกัน ไม่ได้อยู่ประเทศเดียวกัน และจำนวนมากไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ

หลักคิดเบื้องหลังเรื่องนี้ถูกสรุปไว้นานแล้วโดยลีนุส ตอร์วัลดส์ ผู้สร้างระบบปฏิบัติการ Linux ว่า "Given enough eyeballs, all bugs are shallow" ยิ่งมีสายตาจับจ้องโค้ดมากเท่าไร ช่องโหว่ก็ยิ่งถูกเจอและแก้เร็วขึ้นเท่านั้น ซอฟต์แวร์ที่คนทั้งโลกช่วยกันตรวจจึงมีแนวโน้มแข็งแรงกว่าซอฟต์แวร์ปิดที่มีทีมเดียวเห็นโค้ด และประวัติของ Bitcoin ก็เดินตามหลักนี้จริง บั๊กที่เคยเจอถูกรายงาน ถูกแก้ และทำให้ระบบแกร่งขึ้นทีละชั้น ระบบที่เจอบั๊กแล้วแก้ได้ต่อหน้าสาธารณะ น่าเชื่อถือกว่าระบบที่อ้างว่าไม่เคยมีบั๊กเลย

แต่ความโปร่งใสของ Bitcoin ไปไกลกว่าแค่โค้ด เพราะ "บัญชี" ทั้งระบบก็เปิดด้วย ใครก็ได้สามารถรันโหนดของตัวเองแล้วตรวจนับได้เดี๋ยวนั้นว่าตอนนี้มี Bitcoin หมุนเวียนอยู่กี่เหรียญ ธุรกรรมไหนเกิดขึ้นเมื่อไร และกติกาการผลิตเหรียญใหม่ถูกเดินตามเป๊ะหรือไม่ ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครและไม่ต้องเชื่อคำรายงานของใคร วงการเรียกหลักการนี้ว่า Don't trust, verify อย่าเชื่อ จงตรวจสอบเอง

เปรียบเทียบการรอรายงานจากตัวกลางแบบเดิม กับหลักการ Don't trust verify ที่ตรวจสอบได้เองของ Bitcoin

ภาพ: ระบบเดิมให้เราเชื่อรายงานจากตัวกลาง ส่วน Bitcoin เปิดให้ทุกคนตรวจสอบโค้ด บัญชี และปริมาณเหรียญได้ด้วยตัวเอง

ลองเทียบกับระบบเดิมดู เราไม่มีทางรู้ได้เองว่าธนาคารเอาเงินฝากของเราไปทำอะไรบ้าง รู้ได้แค่จากงบการเงินที่บริษัทและผู้สอบบัญชีสรุปมาให้เป็นรายไตรมาส ส่วนปริมาณเงินบาทที่เพิ่มขึ้นในระบบ เราก็ได้แต่อ่านจากรายงานของธนาคารกลาง ไม่มีช่องทางไหนให้ประชาชนตรวจนับเองแบบเรียลไทม์ นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่าใครโกง แต่ชี้ให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมความเชื่อถือมันคนละแบบ ระบบเดิมทำงานบน "เชื่อรายงานของตัวกลาง" ส่วน Bitcoin ทำงานบน "ตรวจเองได้ทุกเมื่อ"

กุญแจที่ค้ำด้วยคณิตศาสตร์ ไม่ใช่คำสัญญา

ชั้นในสุดของความน่าเชื่อถือคือคำถามที่ว่า แล้วเหรียญของเราแต่ละคนปลอดภัยแค่ไหน Bitcoin ใช้วิทยาการเข้ารหัสหรือ Cryptography แบบเดียวกับที่ระบบธนาคารและอินเทอร์เน็ตทั่วโลกใช้ โดยเหรียญแต่ละก้อนถูกล็อกไว้กับ Address ปลายทาง และมีเพียงผู้ถือ Private Key ของ Address นั้นเท่านั้นที่ปลดล็อกออกมาใช้ได้ ระบบยืนยันความเป็นเจ้าของด้วยลายเซ็นดิจิทัล ไม่ใช่ด้วยชื่อนามสกุลหรือบัตรประชาชน

ความมั่นคงของกลไกนี้ไม่ได้มาจากคำสัญญาของใคร แต่มาจากขนาดของตัวเลข จำนวน Private Key ที่เป็นไปได้ทั้งหมดอยู่ที่ราว 10 ยกกำลัง 77 ชุด ใกล้เคียงกับจำนวนอะตอมทั้งหมดในจักรวาลที่สังเกตได้ซึ่งประมาณกันที่ 10 ยกกำลัง 80 การนั่งเดาสุ่มกุญแจของคนอื่นจึงไม่ใช่เรื่อง "ยาก" แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาระดับอายุจักรวาลและพลังงานมหาศาลเกินกว่าจะมีความหมายในทางปฏิบัติ ต่อให้ระดมคอมพิวเตอร์แรงที่สุดในโลกมาช่วยกันก็ตาม

จุดพลิกที่หลายคนไม่ทันคิดคือ ความแข็งแรงนี้ตัดตัวกลางออกไปพร้อมกันด้วย ในระบบธนาคาร ต่อให้เราเป็นเจ้าของบัญชี ธนาคารก็ยังเป็นผู้ถืออำนาจเหนือเงินก้อนนั้นจริงๆ อายัดได้ ระงับได้ และนำเงินฝากไปปล่อยกู้ต่อได้ตามโมเดลธุรกิจของมัน แต่ใน Bitcoin ผู้ถือ Private Key คือผู้มีอำนาจเหนือเหรียญแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีใครอายัดหรือเคลื่อนย้ายแทนได้ ซึ่งแปลว่าความรับผิดชอบก็ย้ายมาอยู่ที่เราเต็มๆ เช่นกัน ทำกุญแจหายคือหายจริง ไม่มี call center ให้กู้รหัส เรื่องวิธีเก็บกุญแจให้ปลอดภัยจึงเป็นหัวใจของบทถัดไปเรื่อง Wallet โดยตรง

จำนวน Private Key ที่เป็นไปได้ 10 ยกกำลัง 77 ชุด เทียบจำนวนอะตอมในจักรวาลที่สังเกตได้ 10 ยกกำลัง 80

ภาพ: จำนวน Private Key ที่เป็นไปได้มีมากระดับใกล้เคียงจำนวนอะตอมในจักรวาล ทำให้การเดาสุ่มกุญแจไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ

แล้วอะไรที่ Bitcoin "ไม่ได้" น่าเชื่อถือ

มาถึงส่วนที่ต้องพูดตรงๆ เพื่อไม่ให้บทความนี้กลายเป็นการอวย ความน่าเชื่อถือของ Bitcoin ที่ไล่มาทั้งหมดคือความน่าเชื่อถือ "ในฐานะระบบ" ว่ามันทำงานตามกติกา ไม่ล่ม และไม่มีใครแทรกแซงได้ แต่มันไม่เคยครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้

  • ราคา ระบบที่เสถียรไม่ได้แปลว่าราคาเสถียร Bitcoin เคยร่วงเกิน 70% จากจุดสูงสุดมาแล้วหลายรอบ และอาจเกิดขึ้นอีกเมื่อไรก็ได้ เครือข่ายทำงานปกติทุกวันตลอดช่วงราคาดิ่ง สองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันเลย ใครที่สรุปว่า "ระบบน่าเชื่อถือ = ซื้อแล้วไม่ขาดทุน" กำลังตอบผิดคำถาม
  • คนและบริษัทรอบระบบ กระดานเทรด แพลตฟอร์มฝากเหรียญ หรือโปรเจกต์ที่อ้างชื่อ Bitcoin ล้วนโกงได้ ล้มได้ และโดนแฮ็กได้ อย่างที่ประวัติศาสตร์พิสูจน์มาแล้วหลายรอบ ความน่าเชื่อถือของโปรโตคอลส่งต่อไปไม่ถึงพวกเขาโดยอัตโนมัติ
  • มิจฉาชีพที่ยืมชื่อ ชื่อเสียงของ Bitcoin ถูกใช้เป็นหน้าร้านของแชร์ลูกโซ่มานักต่อนัก โดยเฉพาะแก๊งที่การันตีผลตอบแทนรายเดือน ถ้าอยากแยกให้ออกว่า Bitcoin ต่างจากแชร์ลูกโซ่ตรงไหน และแชร์ลูกโซ่คริปโตตัวจริงหน้าตาเป็นแบบไหน อ่านต่อได้ที่ Bitcoin คือแชร์ลูกโซ่หรือเปล่า ที่แจกแจงไว้ทีละนิยาม

การแยกชั้นแบบนี้ไม่ใช่แค่ความเป๊ะทางวิชาการ แต่มันคือเกราะป้องกันตัวในโลกจริง เพราะมิจฉาชีพเกือบทุกวงอาศัยการที่เหยื่อแยกชั้นพวกนี้ไม่ออก เอาความน่าเชื่อถือของโปรโตคอลมาแปะหน้าธุรกิจตัวเอง แล้วให้เหยื่อเข้าใจไปเองว่าเชื่อถือได้เท่ากัน

วงกลม 3 ชั้นความน่าเชื่อถือ แกนกลางคือโปรโตคอล Bitcoin ชั้นกลางคือตัวกลาง ชั้นนอกคือมิจฉาชีพยืมชื่อ

ภาพ: ความน่าเชื่อถือของ Bitcoin อยู่ที่ชั้นโปรโตคอลเท่านั้น ยิ่งห่างออกมาเป็นตัวกลางและคนแอบอ้าง ยิ่งต้องตรวจสอบเองมากขึ้น

สรุป ความน่าเชื่อถือที่เปลี่ยนจาก "เชื่อใคร" เป็น "ตรวจอะไรได้"

ถ้าตัดกลับมาที่คำถามตั้งต้น Bitcoin น่าเชื่อถือแค่ไหน คำตอบที่ยุติธรรมที่สุดน่าจะเป็นแบบนี้ ในฐานะระบบ มันมีประวัติการทำงานต่อเนื่องที่หาระบบไอทีใดเทียบยาก ผ่านทั้งวิกฤตตัวกลางล้ม ทั้งการไล่ปราบโดยรัฐมหาอำนาจ โดยไม่เคยหยุดทำหน้าที่ของตัวเอง และที่สำคัญกว่านั้น มันไม่ได้ขอให้ใครเชื่อจากคำโฆษณา ทุกข้ออ้างในบทความนี้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนบล็อก ปริมาณเหรียญ หรือโค้ดที่รันอยู่ เป็นสิ่งที่ผู้อ่านไปตรวจสอบเองได้ทั้งหมด

นี่คือการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมความเชื่อถือครั้งใหญ่ จากระบบที่ต้องตอบคำถามว่า "เชื่อใครดี" มาเป็นระบบที่ถามว่า "อยากตรวจอะไรก็ตรวจได้" ส่วนความเสี่ยงที่เหลืออยู่จริงนั้นย้ายจากตัวระบบมาอยู่ที่ชั้นรอบนอก ทั้งตัวกลางที่เราเลือกใช้ มิจฉาชีพที่ยืมชื่อ และวินัยของเราเองในการเก็บกุญแจ ซึ่งข้อสุดท้ายนี้คือด่านต่อไปที่ผู้อ่านซีรีส์นี้จะได้เจอ เพราะเมื่อระบบเชื่อถือได้แล้ว คำถามถัดมาคือ แล้วเราจะเก็บเหรียญของตัวเองยังไงให้ปลอดภัยเท่าระบบ นั่นคือเรื่องของ Wallet

คำถามที่พบบ่อย

Bitcoin ไม่มีใครดูแล แล้วเชื่อถือได้ยังไง?

ความน่าเชื่อถือของ Bitcoin ไม่ได้มาจากผู้ดูแล แต่มาจากกติกาที่เขียนไว้ในโค้ดแบบเปิด บังคับใช้โดยโหนดหลายหมื่นเครื่องทั่วโลกที่ตรวจสอบกันเอง บวกกับประวัติการทำงานต่อเนื่องกว่า 99.98% ตลอด 17 ปีที่ใครก็ตรวจสอบย้อนหลังได้

Bitcoin เคยล่มไหม?

เคยสะดุดจนกระทบการใช้งานจริง 2 ครั้ง คือปี 2010 และ 2013 รวมประมาณ 15 ชั่วโมง ทั้งสองครั้งถูกแก้ไขได้ และนับจากปี 2013 เครือข่ายทำงานต่อเนื่องโดยไม่มี downtime มา 13 ปีแล้ว

รัฐบาลปิด Bitcoin ได้ไหม?

ปิดตัวเครือข่ายไม่ได้ เพราะต้องไล่ปิดโหนดหลายหมื่นเครื่องที่กระจายอยู่ในกว่าร้อยประเทศพร้อมกัน กรณีจีนแบนการขุดปี 2021 พิสูจน์แล้วว่าเครือข่ายเดินต่อได้แม้เสียกำลังขุดเกือบครึ่ง แต่รัฐทำให้การเข้าถึงในประเทศตัวเองยากขึ้นได้ เช่น ปิดกระดานเทรดหรือตัดช่องทางธนาคาร

เห็นข่าวบิตคอยน์โดนแฮ็กบ่อยๆ ตกลงโดนหรือไม่โดน?

ตัวเครือข่าย Bitcoin ไม่เคยถูกแฮ็กสำเร็จ ข่าวที่เห็นแทบทั้งหมดคือกระดานเทรด แพลตฟอร์มรับฝาก หรือผู้ถูกหลอกรายบุคคล ซึ่งเป็นความล้มเหลวของตัวกลางและมนุษย์รอบระบบ อ่านรายละเอียดการโจมตีแต่ละระดับได้ในบทความ Bitcoin โดนแฮ็กได้ไหม

ระบบน่าเชื่อถือแบบนี้ แปลว่าซื้อแล้วไม่ขาดทุนใช่ไหม?

ไม่ใช่ ความน่าเชื่อถือของระบบเป็นคนละเรื่องกับราคา Bitcoin เคยร่วงแรงเกิน 70% จากจุดสูงสุดมาแล้วหลายรอบทั้งที่เครือข่ายทำงานปกติ การตัดสินใจลงทุนจึงต้องประเมินความเสี่ยงด้านราคาแยกต่างหากเสมอ


📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024)หาซื้อฉบับเต็ม (พร้อมลายเซ็นผู้เขียน) ได้ที่นี่

บทความทั้งหมด