Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

Blockchain คืออะไร? ทำความเข้าใจเทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin (Update 2026)
ความรู้พื้นฐานโดย Peeraphat Hankongkaew

Blockchain คืออะไร? ทำความเข้าใจเทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin (Update 2026)

Blockchain คืออะไร? อธิบายแบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่พื้นฐาน Centralized vs Decentralized, Block, Chain, Cryptography จนถึง Use Case จริงในโลกปัจจุบัน ไม่ต้องมีพื้นฐานก็อ่านได้

ก่อนอื่นสิ่งที่อยากบอกคือ Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นมาราว 15 ปี โดยมันถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับ Bitcoin ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดาที่มันอาจจะฟังดูเข้าใจยาก มันก็เหมือนกับวันที่เรามีอินเทอร์เนตวันแรก คุณลองคิดดูว่าถ้าคุณเคยส่งจดหมายปกติมาตลอด อยู่ๆ มาวันนึงเราใช้อีเมลแทน เราก็คงจะงงน่าดูเช่นกัน  

b98b6b4f-c115-49b8-81e1-4e24e5dc8a7d_1024x711.jpeg

"เป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เนตสามารถส่งสินทรัพย์ดิจิทัลไปให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เนตคนอื่นได้ โดยมีความปลอดภัยและทุกคนจะรับรู้ร่วมกันว่ามันถูกส่งไปแล้ว และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้" — Marc Andreessen, Co-founder of Netscape

หลังจากอ่าน Quote นี้คุณอาจจะยังมีคำถามว่า "แล้ว Blockchain มันคืออะไรกันแน่?" ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่บทความนี้จะอธิบาย โดยเริ่มจากพื้นฐานที่สุด ไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคมาก่อนเลยก็อ่านได้ครับ 

Blockchain คืออะไร?

อันที่จริงแล้ว Blockchain คือ Database หรือฐานข้อมูลประเภทหนึ่ง ไม่ต่างจากข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป ถ้าใครเคยใช้ Excel ก็พอนึกภาพได้ว่า Database คือการเก็บข้อมูลเป็นตารางเรียงกันลงมา

แต่สิ่งที่ทำให้ Blockchain แตกต่างออกไปคือ วิธีการเก็บข้อมูลและการกระจายข้อมูลนั้น ซึ่งเพื่อให้เข้าใจตรงนี้ได้ เราต้องทำความเข้าใจคำสองคำก่อน นั่นคือ Centralized และ Decentralized

ก่อนจะมี Blockchain ต้องรู้จัก Distributed Ledger ก่อน

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิดของ Blockchain ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากศูนย์ ก่อนหน้าที่คำว่า Blockchain จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย มีเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกันอยู่ก่อนแล้วชื่อว่า Distributed Ledger หรือการเก็บบัญชีแบบกระจาย ที่ผู้ใช้งานหลายคนสามารถบันทึกและเขียนข้อมูลได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางเพียงตัวเดียว

Blockchain นั้นถือเป็น Subset หรือพัฒนาการต่อยอดมาจากระบบ Distributed Ledger อีกทีหนึ่ง โดยเพิ่มคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้ข้อมูลนั้นยากต่อการปลอมแปลงและแก้ไขมากยิ่งขึ้น ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาพูดถึงตรงนี้ในหัวข้อถัดไป 

ทำไมคำว่า "Blockchain" ไม่ได้อยู่ใน White Paper ของ Bitcoin?

อีกเรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้คือคำว่า Blockchain ไม่ได้ถูกพูดถึงใน White Paper ของ Bitcoin เลย Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ใช้คำว่า "Chain of Blocks" แทน โดยคำว่า Blockchain ถูกเอ่ยถึงครั้งแรกใน Bitcointalk ซึ่งเป็น Webboard แห่งแรกของชุมชน Bitcoin โดย Hal Finney หนึ่งในนักพัฒนายุคแรก ก่อนที่จะถูกใช้อย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา

Blockchain vs Database ทั่วไป ต่างกันอย่างไร

Centralized vs Decentralized คืออะไร?

เพื่อให้เข้าใจ Blockchain ได้อย่างกระจ่างแจ้ง เราต้องทำความเข้าใจคำสองคำนี้ให้ได้ก่อน เพราะมันคือหัวใจหลักของทุกอย่าง

ระบบรวมศูนย์ (Centralized) คืออะไร?

ระบบ Centralized vs Decentralized ต่างกันอย่างไร

ตัวอย่างของระบบ Centralized ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดคือ ธนาคาร เมื่อเราต้องการโอนเงินให้เพื่อน เราก็ต้องไปที่ธนาคาร ตู้ ATM หรือ Mobile Banking โดยธนาคารจะเป็นคนตรวจสอบว่าเรามีเงินจริงไหม หลังจากนั้นจึงส่งเงินไปให้ปลายทาง

รูปแบบนี้ธนาคารทำหน้าที่เป็นตัวกลาง มันไม่เหมือนกับการที่เราเดินไปหาเพื่อนแล้วยื่นเงินสดให้โดยตรง ธนาคารคือคนกลางที่รับเงินของเราแล้วนำไปส่งต่อให้อีกฝั่งหนึ่ง

การมีระบบ Centralized นั้นก็มีข้อดีอย่างชัดเจน ถ้าเพื่อนเราอยู่เชียงใหม่แต่เราอยู่กรุงเทพฯ การมีธนาคารเป็นตัวกลางช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก แต่ความสะดวกสบายนั้นก็แลกมาด้วยความเสี่ยงบางอย่างเช่นกัน

ถ้าเล็กน้อยก็อาจเป็นแค่ระบบล่มชั่วคราวทำให้โอนเงินไม่ได้ แต่ถ้าหนักกว่านั้น เงินของเราอาจไม่ใช่ของเราอีกต่อไป กรณีที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุดคือในปี 2560 ลุงจรูญถูกล็อตตารี่มูลค่า 30 ล้านบาทและนำเงินไปฝากธนาคาร แต่ต่อมาเงินทั้งหมดถูกอายัดไว้จากการฟ้องร้อง กว่าคดีจะจบก็ใช้เวลาถึง 5 ปี

สรุปคือระบบ Centralized ช่วยอำนวยความสะดวก แต่ต้องแลกมาด้วยการที่เราต้องไว้วางใจตัวกลางอย่างสมบูรณ์

ระบบกระจายศูนย์ (Decentralized) คืออะไร?

ระบบที่ไม่มีตัวกลาง

พอเราเข้าใจ Centralized แล้ว Decentralized ก็ตรงกันข้ามครับ แทนที่จะมีตัวกลางคนเดียวมาควบคุม ระบบ Decentralized คือแนวคิดที่ว่า ให้คนทุกคนในระบบมาดูแลร่วมกัน

สมมติว่าเรามีคน 10 คน ถ้าเป็นระบบ Centralized จะมีคนๆ หนึ่งที่คอยดูแลและจัดการโอนเงินให้ทุกคน แต่พอเป็นระบบ Decentralized คือทั้ง 10 คนนี้จะร่วมกันตรวจสอบระบบด้วยกัน

ระบบที่ไม่มีตัวกลาง

คำถามคือแล้ว 10 คนนี้จะตรวจสอบกันยังไงถ้าไม่มีตัวกลาง? คำตอบคือ Blockchain เสนอให้ทุกคนเก็บบัญชีของคนทุกคนไว้ด้วยกัน คนที่ 1 ก็เก็บบัญชีของคนที่ 2, 3, 4 ... จนครบ 10 คน คนที่ 2 ก็เก็บบัญชีของคนที่ 1, 3, 4 ... แบบนี้ไปเรื่อยๆ

ฺBlockchain ที่เก็บบัญชีของทุกๆคน

ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรม แทนที่จะบอกแค่ตัวกลางคนเดียว มันจะกลายเป็นเหมือนการ Broadcast หรือตะโกนให้ทุกคนรับรู้ร่วมกันและบันทึกสมุดบัญชีไปพร้อมกัน

ถ้าใครคิดจะโกงระบบ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แค่แก้บัญชีของตัวเอง แต่ต้องไปแก้บัญชีของคนอื่นด้วย และต้องแก้ให้ได้เกินครึ่งของคนทั้งหมดถึงจะสำเร็จ ซึ่งนั่นยากมากเมื่อเทียบกับระบบ Centralized ที่แค่โจมตีตัวกลางตัวเดียวก็จบ

อ่านเพิ่มเติม: การขุด Bitcoin คืออะไร? และ Node ทำงานอย่างไร?

💡 สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด: Blockchain ไม่ได้ "ไร้ตัวกลาง" อย่างสมบูรณ์ อันที่จริงแล้วมันคือการมีตัวกลางจำนวนมาก และไม่มีตัวกลางใดที่มีอำนาจเด็ดขาดเหนือคนอื่น ทำให้มันเปรียบเสมือนกับการไม่มีตัวกลางนั่นเอง

Blockchain หน้าตาเป็นยังไง?

ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า Blockchain คือการเก็บข้อมูลแบบกระจาย แต่สิ่งที่ทำให้ Blockchain แตกต่างจาก Distributed Ledger ธรรมดาคือ วิธีการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งนั่นคือที่มาของชื่อ "Block" และ "Chain"

Block คืออะไร?
 

การเก็บข้อมูลด้วย Blockchain

ปกติถ้าเราเก็บข้อมูลใน Database ทั่วไป มันจะเก็บเป็นแถวเรียงลงมาเรื่อยๆ เหมือน Excel ที่เราคุ้นเคย แต่ Blockchain เลือกเก็บข้อมูลในรูปแบบที่ต่างออกไป

Blockchain จะรวบรวมธุรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันไว้เป็นชุดๆ แต่ละชุดเรียกว่า Block หรือ "กล่อง" โดยในกรณีของ Bitcoin แต่ละกล่องจะมีขนาดความจุ 1MB สำหรับเก็บข้อมูลธุรกรรม และแต่ละกล่องจะถูกวางซ้อนกันเรียงตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้น

ถ้าการโอน Bitcoin ของเราอยู่ในกล่องใดกล่องหนึ่งแล้ว นั่นแปลว่าธุรกรรมนั้นได้รับการยืนยันและเกิดขึ้นจริงแล้ว แต่ถ้ายังไม่อยู่ใน Block ก็ยังถือว่าธุรกรรมนั้นยังไม่เกิดขึ้น

Chain คืออะไร?

การเก็บข้อมูลลงใย Blockchain

แต่ละ Block จะไม่ได้วางแยกกันอิสระ แต่จะถูกเชื่อมต่อกันด้วยห่วงโซ่ดิจิทัล นั่นคือที่มาของคำว่า Chain โดยภายในแต่ละ Block จะมีการเก็บข้อมูลอ้างอิงของ Block ก่อนหน้าเอาไว้ด้วยเสมอ

ลองนึกภาพแบบนี้ครับ สมมติเรามี Block 1, 2, 3 เรียงกัน ภายใน Block 2 จะมีการบันทึกเอาไว้ว่า Block 1 มีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง และ Block 3 ก็จะบันทึกเอาไว้ว่า Block 2 มีข้อมูลอะไร แบบนี้ไปเรื่อยๆ

แล้วมันสำคัญยังไง? ถ้ามีใครแอบเข้าไปแก้ข้อมูลใน Block 2 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Block 3 ที่เก็บข้อมูลอ้างอิงของ Block 2 เอาไว้จะตรวจพบทันทีว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ห่วงโซ่จะขาดออกจากกัน และทุกคนในระบบจะรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ

คุณอาจนึกภาพได้ง่ายขึ้นถ้าเปรียบกับ Excel ที่แต่ละเซลล์เก็บข้อมูลของเซลล์ก่อนหน้าเอาไว้ด้วย ถ้ามีใครแก้เซลล์ไหน เซลล์ถัดไปจะรู้ทันทีว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

Genesis Block จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
 

Bitcoin-Genesis-block.jpg

Blockchain ของ Bitcoin เริ่มต้นมาจาก Block แรกที่เรียกว่า Genesis Block ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดย Satoshi Nakamoto ในวันที่ 3 มกราคม 2009 โดยภายในมีเพียงธุรกรรมเดียวคือการโอน Bitcoin มูลค่า 50 BTC ให้กับตัวเอง และนับจากวันนั้นก็มี Block ใหม่ถูกสร้างต่อเชื่อมกันมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

คุณสามารถเข้าไปดู Blockchain ของ Bitcoin ได้จริงๆ ที่ blockchain.info ซึ่งเว็บไซต์นี้เก็บข้อมูลทุกธุรกรรมที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ Genesis Block แรกจนถึงปัจจุบัน ใครทำธุรกรรมอะไร เมื่อไหร่ เท่าไหร่ ดูได้หมด นี่คือความโปร่งใสของ Blockchain

อ่านเพิ่มเติม: Bitcoin คืออะไร? และ Satoshi Nakamoto คือใคร?

Blockchain เข้ามาแก้ปัญหาอะไร?

ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า Blockchain ทำงานยังไงและปลอดภัยแค่ไหน แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ มันถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาอะไรกันแน่?

ปัญหาของข้อมูลดิจิทัล — Copy & Paste ได้ไม่จำกัด

ปัญหา Double Spending

ตั้งแต่เรามีอินเทอร์เนตมา มีปัญหาหนึ่งที่ติดมาตลอดคือ ข้อมูลดิจิทัลนั้น Copy ได้ไม่จำกัด และเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอันไหนคือของจริง

ลองนึกภาพแบบนี้ครับ สมมติคุณถ่ายรูปมาแล้วส่งให้เพื่อนผ่าน Line สิ่งที่เกิดขึ้นคือรูปนั้นจะอยู่ในมือถือของคุณ อยู่ในมือถือเพื่อน และยังอยู่ใน Server ของ Line ด้วย ทีนี้ลองเปลี่ยนจากรูปเป็นเงิน คำถามคือเงินที่อยู่ในมือถือของคุณ ในมือถือเพื่อน หรือใน Server ของ Line อันไหนคือของจริง?

นี่คือปัญหาที่เรียกว่า Double Spending หรือการใช้เงินดิจิทัลเดิมซ้ำสองครั้ง ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ก่อนหน้านี้เราไม่สามารถมีเงินดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งตัวกลางได้เลย เพราะถ้าไม่มีใครมาการันตีว่าเงินถูกใช้ไปแล้ว คนก็จะ Copy เงินดิจิทัลแล้วใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ

อ่านเพิ่มเติม: Bitcoin น่าเชื่อถือแค่ไหน?

ปัญหาความน่าเชื่อถือในโลกดิจิทัล

นอกจากเรื่องเงินแล้ว ปัญหาความน่าเชื่อถือของข้อมูลดิจิทัลนั้นกว้างกว่านั้นมาก มีการ์ตูนล้อเลียนที่ตีพิมพ์ใน The New Yorker เมื่อปี 1993 เป็นรูปหมาสองตัวกำลังคุยกัน ตัวหนึ่งกำลังเล่นอินเทอร์เนตอยู่แล้วพูดว่า "ในโลกอินเทอร์เนตไม่มีใครรู้หรอกว่าคุณเป็นหมา"

บนโลกอินเทอร์เนตไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็นหมา

ฟังดูตลก แต่มันสะท้อนปัญหาที่แท้จริงได้ชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขยอดขายในเว็บ ยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่ข้อมูลส่วนตัวของคนที่เราคุยด้วย เราไม่มีทางยืนยันได้เลยว่าอะไรคือของจริง

Blockchain แก้ปัญหานี้ได้ยังไง?

Blockchain แก้ปัญหานี้ด้วยการทำให้ข้อมูลที่ถูกบันทึกลงไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขหรือปลอมแปลงได้ และทุกคนในระบบสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา

ในกรณีของ Bitcoin เมื่อมีการโอนเงินเกิดขึ้น ธุรกรรมนั้นจะถูก Broadcast ให้ทุก Node ในระบบรับรู้ร่วมกัน เมื่อถูกบันทึกลงใน Block แล้วก็ไม่มีใครสามารถย้อนกลับมาบอกว่า "เงินยังอยู่ที่ฉัน" ได้อีก เพราะทุกคนในระบบมีสำเนาบัญชีเดียวกันอยู่และมันตรงกันทั้งหมด

และนี่คือสิ่งที่ Marc Andreessen หมายถึง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราสามารถส่งสินทรัพย์ดิจิทัลให้กันได้โดยที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันว่ามันถูกส่งไปแล้ว และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้

ข้อมูลที่เคยไม่มีค่า กลายเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้

เมื่อข้อมูลที่บันทึกลงใน Blockchain นั้นเชื่อถือได้ มันเปิดความเป็นไปได้ใหม่มากมายที่ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้เลย ตัวอย่างเช่น

สมมติว่าเพื่อนของคุณไม่เคยขับรถชนเลยตลอด 10 ปี ในโลกเก่าคุณบอกบริษัทประกันว่าเพื่อนคนนี้ขับรถดี บริษัทประกันก็ไม่มีทางเชื่อได้ เพราะมันเป็นแค่คำพูด แต่ถ้าข้อมูลประวัติการขับรถถูกบันทึกลงใน Blockchain ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ บริษัทประกันก็สามารถเชื่อถือข้อมูลนั้นได้ทันทีและให้เบี้ยประกันที่ถูกลง

หรืออย่างเรื่องที่ดิน ในระบบเก่าโฉนดที่ดินเป็นแค่กระดาษใบหนึ่งที่ปลอมแปลงได้ บางครั้งยังมีการออกโฉนดซ้ำกัน แต่ถ้าข้อมูลที่ดินถูกบันทึกลงใน Blockchain ก็จะกลายเป็นฐานข้อมูลที่ไม่มีใครแก้ไขได้ และสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องผ่านกรมที่ดิน

Blockchain Trilemma — ทำไมไม่มี Blockchain ที่สมบูรณ์แบบ

ถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่า Blockchain ฟังดูดีมาก ปลอดภัย เชื่อถือได้ ไม่มีตัวกลาง แต่ความจริงคือ ไม่ใช่ทุก Blockchain ที่จะมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบทั้งหมดพร้อมกัน

Vitalik Buterin ผู้ก่อตั้ง Ethereum ได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Blockchain Trilemma ซึ่งอธิบายว่าในการออกแบบ Blockchain นั้นมีคุณสมบัติหลักอยู่ 3 ด้าน และในทางเทคนิคแล้ว เราสามารถทำได้ดีพร้อมกันแค่ 2 ด้านเท่านั้น ไม่มีทางได้ครบทั้ง 3

3 ด้านของ Blockchain Trilemma

Blockchain Trilemma คืออะไร Security Scalability Decentralization

Security — ความปลอดภัย ความสามารถในการป้องกันการโจมตีจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็น 51% Attack หรือความผิดปกติอื่นๆ ของระบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบของระบบยืนยันธุรกรรมที่เรียกว่า Consensus Mechanism

Scalability — ความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรม ความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมจำนวนมากได้พร้อมกัน ยิ่งรองรับได้มากและเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

Decentralization — การกระจายอำนาจ ความสามารถในการกระจายสิทธิ์การดูแลระบบออกไปให้กว้างที่สุด ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจควบคุมระบบได้

Bitcoin เลือกอะไร?

Bitcoin เลือก Security + Decentralization เป็นหลัก

ผลที่ได้คือ Bitcoin มี Node ดูแลระบบมากกว่า 16,000 แห่งทั่วโลก และมีความปลอดภัยสูงมากจากระบบที่เรียกว่า Proof of Work แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือความเร็ว Bitcoin รองรับธุรกรรมได้เพียง 7-14 ธุรกรรมต่อวินาทีเท่านั้น เทียบกับ Visa ที่รองรับได้หลายพันธุรกรรมต่อวินาที

แต่นั่นคือการแลกเปลี่ยนที่ Bitcoin เลือกโดยตั้งใจ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเงินดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลางคือความปลอดภัยและการกระจายอำนาจ ไม่ใช่ความเร็ว

Blockchain องค์กรเลือกอะไร?

ในทางกลับกัน Blockchain ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในระดับองค์กรหรือกลุ่มคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว มักจะเลือก Security + Scalability แทน

ผลที่ได้คือประมวลผลได้เร็วขึ้นมาก รองรับธุรกรรมได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือความเป็น Decentralized ที่น้อยลง มีคนควบคุมระบบน้อยกว่า และมีอำนาจกระจุกตัวมากกว่า ซึ่งก็หมายความว่ามันไม่ต่างจากระบบ Centralized มากนัก เพียงแต่ใช้เทคโนโลยี Blockchain มาช่วยในเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบข้อมูลภายในองค์กร

แล้ว Blockchain ขององค์กรต่างจาก Bitcoin ยังไง?

มีคำพูดที่ได้ยินบ่อยมากว่า "สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin คือเทคโนโลยี Blockchain ที่มีประโยชน์กว่ามหาศาล" ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผล แต่ในความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้น

การบอกว่า Blockchain เหนือกว่า Bitcoin ก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า Internet เหนือกว่า Google, Facebook หรือ YouTube ซึ่งฟังดูย้อนแย้ง เพราะ Application ที่ทำงานบน Internet ต่างหากที่สร้างคุณค่าให้คนใช้งานได้จริง

Blockchain ขององค์กรนั้นมีประโยชน์ในแง่การจัดการข้อมูลภายใน แต่มูลค่าที่แท้จริงของ Blockchain นั้นอยู่ที่การเป็นระบบที่ใครก็เข้าร่วมได้ ไม่มีใครควบคุมได้ และไม่มีใครปิดได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ Bitcoin และ Public Blockchain อื่นๆ มีแต่ Private Blockchain ขององค์กรไม่มี

💡 สิ่งสำคัญที่ควรจำ: ไม่ว่าจะออกแบบ Blockchain แบบไหน มันจะไม่มีทางเร็วกว่า Centralized Database ได้เลย เพราะข้อมูลต้องวิ่งผ่าน Node จำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งความน่าเชื่อถือ ดังนั้นยิ่งข้อมูลที่จะเก็บไม่ได้ต้องการความน่าเชื่อถือสูง ความจำเป็นในการใช้ Blockchain ก็ยิ่งลดลงเท่านั้น

Blockchain ใช้ทำอะไรได้บ้างในโลกจริง?

เมื่อเข้าใจแล้วว่า Blockchain คือฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้และแก้ไขไม่ได้ คำถามต่อมาคือ นอกจาก Bitcoin แล้ว มันเอาไปใช้ทำอะไรได้อีก?

Smart Contract และ Ethereum

หนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของ Blockchain คือแนวคิดของ Smart Contract หรือสัญญาอัจฉริยะ ซึ่งโดยหลักการแล้วคือ Code หรือโปรแกรมเงื่อนไขที่ทำงานอยู่บน Blockchain

ถ้า Blockchain เป็นฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ Smart Contract ก็คือโปรแกรมที่ทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเที่ยงตรง โดยไม่มีใครสามารถเข้าไปแทรกแซงหรือเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ถ้าเงื่อนไขครบ จ่ายเงินทันที ไม่ต้องรอคนกลางมาอนุมัติ

แนวคิดนี้ถูกนำมาสร้างเป็น Ethereum โดย Vitalik Buterin ที่ต้องการให้ Blockchain กลายเป็นแพลตฟอร์มที่นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่ซับซ้อนขึ้นได้ และในปัจจุบัน Ethereum ก็กลายเป็น Blockchain Infrastructure ที่มีมูลค่าสูงที่สุดรองจาก Bitcoin

อ่านเพิ่มเติม: Ethereum และ Smart Contract คืออะไร?

Supply Chain — ตรวจสอบสินค้าตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งอย่าง Walmart, IBM และ Toyota ได้นำ Blockchain มาใช้จัดการ Supply Chain ของตัวเอง

ในบริษัทที่มีความซับซ้อนด้านห่วงโซ่อุปทานสูง การใช้ Blockchain ช่วยให้สามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าแต่ละชิ้นมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไรบ้าง และมีคุณภาพตรงตามมาตรฐานไหม เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกบันทึกลงใน Blockchain แล้วปลอมแปลงไม่ได้ ก็ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มาก เช่น การตรวจสอบวันหมดอายุของสินค้าหรือการ Recall สินค้าที่มีปัญหา

🌐 อ่านเพิ่มเติม: IBM Food Trust — Blockchain for Supply Chain

ระบบสุขภาพ — เวชระเบียนที่เป็นของผู้ป่วยอย่างแท้จริง

ในปัจจุบันประวัติการรักษาของผู้ป่วยถูกเก็บไว้ที่โรงพยาบาลแต่ละแห่ง ถ้าเราไปรักษาที่โรงพยาบาลใหม่ก็ต้องเริ่มต้นให้ข้อมูลใหม่ทั้งหมด และการขอประวัติการรักษาข้ามโรงพยาบาลก็ยุ่งยากมาก

ถ้านำ Blockchain มาใช้จัดเก็บเวชระเบียน ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นของผู้ป่วยอย่างแท้จริง โดยผู้ป่วยสามารถเลือกเปิดเผยข้อมูลเฉพาะส่วนที่ต้องการให้โรงพยาบาลที่รักษาเห็นได้ และข้อมูลนั้นจะปลอดภัยและไม่สามารถถูกแก้ไขได้

การเลือกตั้ง — โปร่งใสแต่มีความท้าทาย

Blockchain สามารถนำมาใช้ในการเลือกตั้งได้ เพราะความที่มันแก้ไขไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ว่าคะแนนเสียงที่โหวตไปจะไม่ถูกปลอมแปลง บางประเทศอย่างเอสโตเนียได้นำ Blockchain มาใช้ในกระบวนการเลือกตั้งแล้ว

อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งบน Blockchain ยังมีความท้าทายอยู่ เพราะความโปร่งใสของ Blockchain นั้นขัดแย้งกับความเป็นส่วนตัวของการลงคะแนน ถ้าโปร่งใสมากเกินไปก็อาจนำไปสู่การซื้อสิทธิขายเสียงได้

🌐 อ่านเพิ่มเติม: Estonia e-Voting — How It Works

CBDC — สกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติ

หลายประเทศทั่วโลกกำลังศึกษาการนำ Blockchain มาพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติหรือ CBDC (Central Bank Digital Currency) ไม่ว่าจะเป็น Digital Yuan ของจีน E-Krona ของสวีเดน หรือแม้แต่ไทยเองที่มีโครงการอินทนนท์

สิ่งที่ควรรู้คือ CBDC ส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เป็น Decentralized เหมือน Bitcoin แต่เป็นการนำเทคโนโลยี Blockchain มาช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศมากกว่า และยังมีความท้าทายในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานอยู่

🌐 อ่านเพิ่มเติม: โครงการอินทนนท์ — ธนาคารแห่งประเทศไทย

💡 Blockchain ในองค์กรกับ Public Blockchain อย่าง Bitcoin นั้นต่างกันมาก ตัวแรกใช้เทคโนโลยีเดียวกันแต่ทำงานในวงปิด มีคนควบคุม และปิดระบบได้ ตัวหลังไม่มีเจ้าของ ใครก็เข้าร่วมได้ และไม่มีใครปิดได้

สรุป: Blockchain คืออะไร?

ตลอดบทความนี้เราได้เรียนรู้ว่า Blockchain ไม่ได้เป็นสิ่งลึกลับหรือเข้าใจยากอย่างที่คิด ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุดคือ

Blockchain คือฐานข้อมูลที่ทุกคนในระบบช่วยกันดูแล ข้อมูลที่บันทึกลงไปแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ และไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจควบคุมได้

โดยความปลอดภัยของมันมาจาก 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันคือ Cryptography, โครงสร้าง Block และ Chain และการกระจายตัวแบบ Decentralized ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Blockchain กลายเป็นเครื่องมือที่แก้ปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลดิจิทัลที่มนุษย์ไม่เคยแก้ได้มาก่อน

และนั่นคือเหตุผลที่ Marc Andreessen บอกว่ามันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราสามารถส่งสินทรัพย์ดิจิทัลให้กันได้อย่างน่าเชื่อถือโดยไม่ต้องง้อตัวกลาง

อยากเข้าใจ Bitcoin ให้ลึกขึ้น? อ่านต่อได้เลย:


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Blockchain (FAQ)

Blockchain กับ Bitcoin ต่างกันยังไง?

Bitcoin คือสกุลเงินดิจิทัล ส่วน Blockchain คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin ใช้เป็นระบบบันทึกธุรกรรม เปรียบได้ว่า Blockchain คือถนน ส่วน Bitcoin คือรถที่วิ่งอยู่บนถนนนั้น และบนถนนเส้นเดียวกันก็สามารถมีรถหลายคันวิ่งได้ เช่นเดียวกับที่มี Cryptocurrency หลายตัวที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain

Blockchain ปลอดภัยแค่ไหน?

ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบครับ Bitcoin นั้นถือว่าปลอดภัยที่สุดในบรรดา Blockchain ทั้งหมด เพราะมี Node ดูแลระบบกว่า 16,000 แห่งทั่วโลก และไม่เคยถูก Hack มาตลอดกว่า 15 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่ทุก Blockchain จะปลอดภัยเท่ากัน เพราะแต่ละระบบมีการออกแบบที่แตกต่างกัน

Blockchain ต้องใช้ Bitcoin เสมอไหม?

ไม่ครับ Blockchain เป็นเพียงเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ Supply Chain การเก็บข้อมูลสุขภาพ หรือแม้แต่การเลือกตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับ Bitcoin เลยก็ได้

Blockchain กับ Cryptocurrency เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกันครับ Blockchain คือเทคโนโลยี ส่วน Cryptocurrency คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานอยู่บน Blockchain อีกทีหนึ่ง มี Blockchain หลายระบบที่ไม่ได้มี Cryptocurrency เช่น Blockchain ที่องค์กรสร้างขึ้นมาใช้ภายในเองโดยเฉพาะ

Blockchain ฟรีไหม? แล้วใครเป็นคนดูแลระบบ?

ใน Public Blockchain อย่าง Bitcoin ไม่มีใครเป็นเจ้าของระบบครับ คนที่ดูแลระบบคือ Miner หรือนักขุด ที่ได้รับค่าตอบแทนเป็น Bitcoin เพื่อแลกกับการช่วยยืนยันธุรกรรมและดูแลความปลอดภัยของระบบ

Blockchain ต่างจาก Cloud Storage ยังไง?

Cloud Storage อย่าง Google Drive หรือ Dropbox คือการฝากข้อมูลไว้กับบริษัทกลาง ซึ่งบริษัทนั้นสามารถแก้ไข ลบ หรือปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา ในขณะที่ Blockchain กระจายข้อมูลไว้ในหลายพันคอมพิวเตอร์พร้อมกัน ไม่มีใครแก้ไขหรือลบได้ฝ่ายเดียว

บทความทั้งหมด