กฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลกำกับอะไร ทำไมต้องเทรดผ่านเว็บมีใบอนุญาต
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

กฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลกำกับอะไร ทำไมต้องเทรดผ่านเว็บมีใบอนุญาต

กฎหมายคริปโตไทยที่ต้องรู้ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลกำกับอะไร ทำไมต้องเทรดผ่านเว็บมีใบอนุญาต ก.ล.ต. พร้อมอัปเดตกฎบล็อกแพลตฟอร์มเถื่อนล่าสุด 2568-2569

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" เกี่ยวข้องกับ ภาษีคริปโตในไทย ซึ่งเจาะเฉพาะเรื่องภาษีเงินได้/VAT บทความนี้โฟกัสที่กรอบกฎหมายและใบอนุญาตเท่านั้น อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

ลองนึกภาพเพื่อนคนหนึ่งอยากเริ่มซื้อ Bitcoin เป็นครั้งแรก เปิดดูวิธีสมัครจากคลิป YouTube ต่างประเทศ แล้วพบว่าแอปที่คลิปแนะนำ (เช่น Bybit หรือ OKX) เปิดให้กรอกเบอร์โทรไทยสมัครได้ปกติ แต่พอลองโอนเงินเข้าไปจริงกลับใช้งานไม่ได้ หรือบางครั้งเปิดเว็บแล้วเจอหน้าจอแจ้งว่าเว็บไซต์นี้ถูกปิดกั้นตามคำสั่งหน่วยงานรัฐ เพื่อนคนนี้อาจงงว่าทำไมแอปเดียวกันเพื่อนที่อยู่สิงคโปร์ใช้ได้ปกติ แต่พอเป็นเบอร์ไทยกลับใช้ไม่ได้เต็มรูปแบบ

อีกจุดที่คนไทยมักเจอคำถามนี้คือตอนเปิดเว็บไซต์ของแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตแล้วเห็นแบดจ์เล็กๆ เขียนว่า "ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต." หรือเห็นข่าวพาดหัวว่า ก.ล.ต. สั่งบล็อกแพลตฟอร์มต่างชาติบางเจ้า แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าใบอนุญาตนั้นคุ้มครองอะไรจริงๆ ทำไมประเทศไทยถึงไม่ปล่อยให้ซื้อขายคริปโตกับใครก็ได้ทั่วโลกเหมือนที่บางประเทศทำ และถ้าถือเหรียญอยู่ในกระเป๋าต่างประเทศอยู่แล้วจะผิดกฎหมายไหม คำถามพวกนี้ล้วนมีคำตอบชัดเจนอยู่ในกรอบกฎหมายฉบับหนึ่งที่ใช้ควบคุมธุรกิจคริปโตของไทยมาตั้งแต่ปี 2561 และเพิ่งถูกปรับปรุงเพิ่มเติมอีกหลายรอบในช่วงปี 2024-2026 บทความนี้จะไล่ตั้งแต่โครงกฎหมายหลัก ไปจนถึงสิ่งที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงล่าสุดที่นักลงทุนไทยควรรู้ทัน

ภาพรวมสี่หัวข้อหลักที่บทความนี้จะพาไล่เรียง ตั้งแต่โครงกฎหมายพื้นฐานไปจนถึงความเคลื่อนไหวล่าสุด

ภาพ: ภาพรวมสี่หัวข้อหลักที่บทความนี้จะพาไล่เรียง ตั้งแต่โครงกฎหมายพื้นฐานไปจนถึงความเคลื่อนไหวล่าสุด

พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 2561 คืออะไร กำกับอะไรบ้าง

กฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมดูแลคริปโตในไทยมีชื่อเต็มว่า พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (มักเรียกย่อว่า พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 พูดง่ายๆ คือ Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ มีสถานะทางกฎหมายรองรับในไทยมาตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายอย่างที่บางคนเข้าใจผิด เพียงแต่ "การประกอบธุรกิจ" ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลต้องขออนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

กฎหมายฉบับนี้แบ่งสินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือคริปโตเคอร์เรนซี (Coin) หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนได้ เช่น Bitcoin, Ethereum รวมถึง Stablecoin ที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์อื่น กลุ่มที่สองคือโทเคนดิจิทัล (Token) ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนแต่ให้สิทธิบางอย่างแก่ผู้ถือ แบ่งย่อยอีกเป็น Investment Token (ให้สิทธิร่วมลงทุน คล้ายถือหุ้น) และ Utility Token (ให้สิทธิใช้ประโยชน์หรือแลกบริการ) ข้อสังเกตที่ควรรู้ไว้คือนิยามแบบไทยนี้ต่างจากที่วงการคริปโตสากลใช้กัน ซึ่งมักแบ่งเป็น Coin (มีบล็อกเชนของตัวเอง) กับ Token (สร้างอยู่บนบล็อกเชนอื่น) แทน สองระบบนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน อย่าสับสน

เทียบให้เห็นชัดว่านิยาม Coin/Token ตามกฎหมายไทยกับที่วงการคริปโตสากลใช้กันเป็นคนละเกณฑ์ ไม่ควรสับสนปนกัน

ภาพ: เทียบให้เห็นชัดว่านิยาม Coin/Token ตามกฎหมายไทยกับที่วงการคริปโตสากลใช้กันเป็นคนละเกณฑ์ ไม่ควรสับสนปนกัน

ส่วนที่คนทั่วไปน่าจะเจอบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันคือหมวดการกำกับดูแล "ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล" ซึ่งกฎหมายกำหนดผู้เล่นไว้หลายประเภท ทุกประเภทต้องขอใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยผ่านการเสนอความเห็นของ ก.ล.ต. ก่อนเปิดให้บริการได้จริง

  • ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) เช่น กระดานเทรดที่จับคู่ผู้ซื้อผู้ขาย นี่คือรูปแบบที่คนทั่วไปคุ้นเคยที่สุด
  • นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker) ตัวกลางแนะนำและส่งคำสั่งซื้อขายแทนลูกค้า มีความยืดหยุ่นมากกว่าเพราะส่งคำสั่งไปที่ไหนก็ได้ทั่วโลก
  • ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer) ซื้อขายโดยตรงกับลูกค้านอกกระดานเทรด ยืดหยุ่นเรื่องราคาที่สุด
  • ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (Fund Manager) รับบริหารเงินลงทุนแทนลูกค้าได้
  • ที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล (Advisory) ให้คำแนะนำเรื่องการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ตัวกลางที่ทำหน้าที่กลั่นกรองบริษัทที่จะออกโทเคนมาระดมทุนก่อนเสนอขายให้ประชาชน

สรุป 4 กลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหลักที่ต้องขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ก่อนเปิดให้บริการในไทยได้ตามกฎหมาย

ภาพ: สรุป 4 กลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหลักที่ต้องขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ก่อนเปิดให้บริการในไทยได้ตามกฎหมาย

ทำไมต้องมีใบอนุญาต และมันแลกมาด้วยอะไรบ้าง

หลักคิดเบื้องหลังการบังคับให้ขอใบอนุญาตคือการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย เพราะคริปโตเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงและเคยมีคดีฉ้อโกงเกิดขึ้นทั่วโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ตั้งแต่แพลตฟอร์มปลอมที่เปิดมาแล้วปิดหนีเงินลูกค้า ไปจนถึงกระดานเทรดที่ล้มละลายเพราะบริหารความเสี่ยงพลาด การให้ ก.ล.ต. เข้ามาตรวจสอบก่อนออกใบอนุญาตจึงเป็นการคัดกรองชั้นหนึ่งว่าแพลตฟอร์มนั้นมีระบบดูแลเงินลูกค้าแยกจากเงินบริษัท มีมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นต่ำ และต้องรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ

แพลตฟอร์มที่มีใบอนุญาตยังต้องผ่านเกณฑ์อื่นๆ ที่ผู้ใช้ทั่วไปมองไม่เห็นด้วย เช่น การแยกเก็บทรัพย์สินลูกค้า (Cold Wallet) ไว้ต่างหากจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท การมีระบบยืนยันตัวตนตามมาตรฐานป้องกันการฟอกเงิน (KYC/AML) และการมีช่องทางร้องเรียนที่นักลงทุนไทยสามารถใช้สิทธิ์ทางกฎหมายได้จริงหากเกิดข้อพิพาท ต่างจากแพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่มีสำนักงานในไทยเลย ซึ่งถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ผู้ใช้แทบไม่มีช่องทางเรียกร้องสิทธิ์อะไรได้เลย

แต่การคุ้มครองแบบนี้ก็มีราคาที่ต้องจ่าย ข้อจำกัดที่ชัดเจนที่สุดคือแพลตฟอร์มที่มีใบอนุญาตในไทยมักมีจำนวนเหรียญให้เทรดน้อยกว่าเว็บเทรดระดับโลกอย่างมาก เพราะทุกเหรียญที่จะขึ้นกระดานต้องผ่านการพิจารณาความเสี่ยงจาก ก.ล.ต. ก่อน เหรียญใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวหรือเหรียญที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น Meme Token บางตัว) มักใช้เวลานานกว่าจะได้รับอนุมัติ หรือบางทีก็ไม่ผ่านเลย นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนไทยบางส่วนเลือกเสี่ยงใช้แพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตเพื่อเข้าถึงเหรียญที่หลากหลายกว่า ซึ่งเป็นจุดที่ต้องชั่งน้ำหนักเองระหว่างความสะดวกกับความคุ้มครองที่จะเสียไป

เปรียบเทียบสิ่งที่ใบอนุญาต ก.ล.ต. คุ้มครองให้ กับข้อจำกัดเรื่องจำนวนเหรียญที่ต้องแลกมา

ภาพ: เปรียบเทียบสิ่งที่ใบอนุญาต ก.ล.ต. คุ้มครองให้ กับข้อจำกัดเรื่องจำนวนเหรียญที่ต้องแลกมา

อะไรถูกกฎหมาย อะไรต้องระวัง เช็คลิสต์ที่นักลงทุนไทยควรรู้

ประเด็นที่คนสับสนกันมากที่สุดคือเส้นแบ่งระหว่าง "ถือครองคริปโต" กับ "การประกอบธุรกิจคริปโต" สองเรื่องนี้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์คนละชุดกัน

การถือครองคริปโตด้วยตัวเอง (Self-Custody) ในกระเป๋าส่วนตัวหรือ Hardware Wallet ไม่ผิดกฎหมายและไม่มีข้อจำกัดใดๆ เพราะเป็นแค่การเก็บทรัพย์สิน ไม่ใช่การประกอบธุรกิจ ต่อให้เหรียญนั้นซื้อมาจากที่ไหนก็ตาม การย้ายเหรียญออกจากกระดานเทรดมาเก็บในกระเป๋าตัวเองก็ไม่ทำให้เสียสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแต่อย่างใด ส่วนการถือเหรียญไว้ในบัญชีของแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตในไทยเอง โดยหลักการก็ยังไม่ใช่ความผิดของผู้ใช้รายบุคคลโดยตรง แต่ความเสี่ยงคือถ้าแพลตฟอร์มนั้นมีปัญหา ผู้ใช้จะไม่มีกลไกคุ้มครองตามกฎหมายไทยรองรับเลย เพราะแพลตฟอร์มนั้นไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

ส่วนที่กฎหมายเข้มงวดจริงจังคือฝั่ง "ธุรกิจ" ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป มาตรการที่ปรับปรุงล่าสุดในปี 2568 (รายละเอียดในหัวข้อถัดไป) ให้อำนาจ ก.ล.ต. ประสานหน่วยงานรัฐเพื่อปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มต่างชาติที่ให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกับคนไทยโดยไม่มีใบอนุญาต รวมถึงแพลตฟอร์ม P2P (ซื้อขายตรงระหว่างบุคคล) จากต่างประเทศที่เข้าข่ายลักษณะเดียวกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามนิยามกฎหมายไทย ผู้ฝ่าฝืนที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการซื้อขาย P2P ระหว่างบุคคลทั่วไปสองคนที่ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ (ไม่ได้ตั้งตัวเป็นตัวกลางรับค่าธรรมเนียม) ยังอยู่ในพื้นที่สีเทาที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเกณฑ์ว่าอะไรคือ "ทำเป็นธุรกิจ" ในทางปฏิบัติมีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบกับ ก.ล.ต. โดยตรงหากไม่แน่ใจ

ไล่ระดับความเสี่ยงทางกฎหมายตั้งแต่การถือครองเองที่ปลอดภัยที่สุด ไปจนถึงการเปิดแพลตฟอร์มไม่มีใบอนุญาตที่ผิดกฎหมายชัดเจน

ภาพ: ไล่ระดับความเสี่ยงทางกฎหมายตั้งแต่การถือครองเองที่ปลอดภัยที่สุด ไปจนถึงการเปิดแพลตฟอร์มไม่มีใบอนุญาตที่ผิดกฎหมายชัดเจน

อีกจุดที่หลายคนไม่รู้คือ การใช้คริปโตเป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการโดยตรงถือเป็นเรื่องต้องระวัง ก.ล.ต. มีประกาศตั้งแต่ปี 2565 (มีผลบังคับใช้ 1 เมษายน 2565) ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีใบอนุญาตโฆษณา ชักชวน หรืออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าใช้คริปโตชำระค่าสินค้าบริการ เพราะกังวลเรื่องความผันผวนของราคาที่อาจกระทบเสถียรภาพระบบการเงิน อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์นี้เริ่มมีช่องทางผ่อนปรนมากขึ้นในช่วงปี 2024-2025 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดโครงการ Programmable Payment Sandbox ตั้งแต่กลางปี 2567 ให้ทดลองใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนกับการชำระเงินแบบมีเงื่อนไขในสภาพแวดล้อมควบคุม และ ก.ล.ต. เองก็เปิด Digital Asset Regulatory Sandbox คู่ขนานกันในช่วงเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้จะได้รับการยกเว้นจากข้อห้ามเรื่องการอำนวยความสะดวกชำระเงินด้วยคริปโตเป็นกรณีไป ล่าสุดยังมีโครงการนำร่องที่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแปลงคริปโตเป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่ายระหว่างท่องเที่ยวในไทยได้ อยู่ภายใต้การดูแลร่วมกันของ ธปท. และ ก.ล.ต. เริ่มทดลองช่วงปลายปี 2568 ระยะเวลา 18 เดือน แต่นี่เป็นโครงการทดลองเฉพาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว ไม่ใช่การยกเลิกข้อห้ามการใช้คริปโตชำระเงินทั่วไปสำหรับคนไทย รายละเอียดเงื่อนไขล่าสุดของแต่ละโครงการควรตรวจสอบกับ ก.ล.ต. หรือ ธปท. โดยตรงเพราะยังอยู่ระหว่างขยายผลต่อเนื่อง

สรุปเช็คลิสต์เร็วๆ ว่าอะไรทำได้ตามกฎหมายไทยชัดเจน และอะไรอยู่ในโซนต้องระวังหรือผิดกฎหมาย

ภาพ: สรุปเช็คลิสต์เร็วๆ ว่าอะไรทำได้ตามกฎหมายไทยชัดเจน และอะไรอยู่ในโซนต้องระวังหรือผิดกฎหมาย

เมื่อ ก.ล.ต. บล็อกเว็บเทรดต่างชาติ เกิดอะไรขึ้นจริง

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในกฎหมาย เพราะเกิดขึ้นจริงมาแล้ว วันที่ 13 เมษายน 2568 พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ควบคู่กับพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 สาระสำคัญคือให้อำนาจกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมสั่งปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก พร้อมกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ให้บริการคนไทยต้องแสดงข้อมูลบางส่วนเป็นภาษาไทยและจดทะเบียนโดเมนให้ระบุความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยชัดเจน กฎหมายนี้ออกมาพร้อมกันกับมาตรการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ เพราะแพลตฟอร์มคริปโตผิดกฎหมายเป็นหนึ่งในช่องทางฟอกเงินของมิจฉาชีพที่หน่วยงานรัฐพบเจอบ่อยที่สุดในช่วงที่ผ่านมา

ผลจากกฎหมายนี้ปรากฏชัดในอีกไม่กี่เดือนถัดมา ก.ล.ต. ประกาศบล็อกการเข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับใบอนุญาต 5 แห่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2568 ได้แก่ Bybit, OKX, CoinEx, 1000X และ XT.COM โดยให้เหตุผลเรื่องการป้องกันการฟอกเงินและคุ้มครองนักลงทุน (Bybit และ OKX เป็นสองแพลตฟอร์มระดับโลกที่คนไทยจำนวนมากเคยใช้งานอยู่ก่อนหน้านี้ การเข้าถึงจากเครือข่ายในประเทศไทยจึงถูกจำกัดตามประกาศนี้ แม้ตัวแพลตฟอร์มเองจะยังเปิดให้บริการปกติในประเทศอื่น) เคสนี้เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ว่าคำว่า "แพลตฟอร์มไม่มีใบอนุญาต" ในกฎหมายไม่ใช่แค่ตัวอักษร แต่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานจริงของผู้ใช้ในไทยทันที

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญของกฎหมายคริปโตไทย ตั้งแต่ พ.ร.ก. ฉบับแรกปี 2561 จนถึงการบล็อกแพลตฟอร์มจริงในปี 2568

ภาพ: ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญของกฎหมายคริปโตไทย ตั้งแต่ พ.ร.ก. ฉบับแรกปี 2561 จนถึงการบล็อกแพลตฟอร์มจริงในปี 2568

อัปเดตล่าสุด 2568-2569 ก.ล.ต. เปิดทางอะไรใหม่บ้าง

นอกจากด้านปราบปราม กฎหมายฝั่งเปิดทางให้ธุรกิจก็เดินหน้าคู่ขนานกันไป ที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่อง Investment Token ซึ่งเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่กฎหมายไทยเปิดทางมาตั้งแต่ พ.ร.ก. ฉบับแรก และเริ่มมีเคสใช้งานจริงในไทยแล้ว เช่น โทเคนที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินอ้างอิงซึ่งต้องมี "ทรัสตี" เข้ามาถือครองทรัพย์สินแทนผู้ถือโทเคนตามเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2564 วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ก.ล.ต. ออกหลักเกณฑ์ใหม่เปิดทางให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ให้บริการซื้อขายและแลกเปลี่ยน Investment Token ได้โดยตรงโดยไม่ต้องขอใบอนุญาตธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลแยกต่างหาก เพียงปฏิบัติตามเงื่อนไขภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว เป็นการดึงบริษัทหลักทรัพย์ที่มีโครงสร้างพร้อมอยู่แล้วเข้ามาช่วยขยายตลาด Investment Token ให้กว้างขึ้น นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังปรับเกณฑ์ปลดล็อกเพดานเงินลงทุนของนักลงทุนรายย่อยใน Investment Token ที่เดิมเคยจำกัดไว้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อรายต่อการเสนอขายให้ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่รายละเอียดเงื่อนไขที่แน่นอน (เพดานใหม่ผูกกับอะไร มีเงื่อนไขคุณสมบัตินักลงทุนเพิ่มหรือไม่) ควรตรวจสอบประกาศทางการล่าสุดจาก ก.ล.ต. โดยตรง เพราะเป็นรายละเอียดเชิงเทคนิคที่ปรับเปลี่ยนได้เร็ว

เทียบเพดานเงินลงทุนของนักลงทุนรายย่อยใน Investment Token ก่อนและหลังการปรับเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ในปี 2568

ภาพ: เทียบเพดานเงินลงทุนของนักลงทุนรายย่อยใน Investment Token ก่อนและหลังการปรับเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ในปี 2568

ฝั่งโครงสร้างพื้นฐานตลาดก็มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง มีรายงานว่า ก.ล.ต. ออกเกณฑ์ใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เพื่อเร่งกระบวนการซื้อขายและไถ่ถอนหน่วยลงทุนแบบโทเคนให้เร็วขึ้น ประกอบกับแผนสามปีของ ก.ล.ต. ที่ประกาศไว้ล่วงหน้าว่าจะผลักดันทั้งเรื่อง Tokenization สินทรัพย์จริง และกรอบกำกับดูแล Crypto ETF กับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคริปโต ให้ชัดเจนขึ้นในระยะถัดไป ภาพรวมจึงชี้ไปทางเดียวกันคือ ก.ล.ต. ไม่ได้อยู่นิ่งกับกฎหมายฉบับปี 2561 มาตลอด แต่ปรับปรุงต่อเนื่องแทบทุกปี ทั้งฝั่งเข้มงวดปราบปรามแพลตฟอร์มเถื่อน และฝั่งเปิดทางให้นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เข้ามาในกรอบที่ควบคุมได้ (ใครสนใจรายละเอียดเรื่อง Investment Token กับ Tokenization สินทรัพย์จริงลึกกว่านี้ อ่านต่อได้ที่บทความ Tokenization คืออะไร)

สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่อยากรู้ว่าตอนนี้แพลตฟอร์มไหนมีใบอนุญาตถูกต้องบ้าง ตัวอย่างที่ยังให้บริการคนไทยอยู่ในปี 2569 ได้แก่ Bitkub, Binance TH, Bitazza, Orbix (เดิมชื่อ Satang ถูกกลุ่มธนาคารกสิกรไทยเข้าซื้อหุ้นใหญ่และเปลี่ยนชื่อมาตั้งแต่ปลายปี 2566), InnovestX และ Maxbit เป็นต้น รายชื่อนี้เป็นตัวอย่างประกอบเท่านั้น ไม่ใช่รายชื่อทางการครบถ้วน เพราะ ก.ล.ต. ออกและเพิกถอนใบอนุญาตอยู่เรื่อยๆ วิธีที่แม่นยำที่สุดคือเข้าไปเช็ครายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตล่าสุดที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. โดยตรงก่อนสมัครใช้งานทุกครั้ง

สามอัปเดตกฎเกณฑ์ล่าสุดที่ ก.ล.ต. ออกมาเปิดทางให้ตลาด Investment Token ของไทยขยายตัวได้มากขึ้น

ภาพ: สามอัปเดตกฎเกณฑ์ล่าสุดที่ ก.ล.ต. ออกมาเปิดทางให้ตลาด Investment Token ของไทยขยายตัวได้มากขึ้น

แล้วภาษีคริปโตล่ะ

กฎหมายที่อธิบายมาทั้งหมดในบทความนี้เป็นเรื่อง "ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ" และ "อะไรถูก-ผิดกฎหมาย" เท่านั้น ยังไม่ได้พูดถึงภาระภาษีที่แยกเป็นกฎหมายอีกฉบับต่างหาก คือประมวลรัษฎากรที่ดูแลโดยกรมสรรพากร ซึ่งมีการปรับปรุงเกณฑ์เกี่ยวกับรายได้จากคริปโตที่มาจากต่างประเทศ มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา รวมถึงกำไรจากการขาย การขุด การได้รับ Airdrop และการรับเงินเดือนเป็นคริปโตก็ล้วนเข้าข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เรื่องนี้มีรายละเอียดวิธีคำนวณและตัวอย่างเยอะพอจะแยกเป็นบทความของตัวเองโดยเฉพาะ อ่านต่อได้ที่ ภาษีคริปโตในไทยที่ต้องรู้

สรุปสำหรับนักลงทุนรายย่อยไทย

ถ้าสรุปเป็นแนวปฏิบัติสั้นๆ สำหรับคนที่แค่อยากซื้อขายคริปโตแบบรายย่อยไม่ได้ทำธุรกิจ มีหลักใหญ่ๆ ไม่กี่ข้อที่ควรจำ

ข้อแรก การเทรดผ่านแพลตฟอร์มที่มีใบอนุญาต ก.ล.ต. คือทางที่ปลอดภัยที่สุดในแง่กฎหมายและได้รับความคุ้มครองเต็มรูปแบบ แม้จำนวนเหรียญให้เลือกจะน้อยกว่าเว็บเทรดระดับโลก ข้อสอง การถือครองคริปโตในกระเป๋าส่วนตัวไม่มีปัญหาทางกฎหมายใดๆ ข้อสาม หลีกเลี่ยงการใช้คริปโตชำระค่าสินค้าบริการโดยตรงนอกเหนือโครงการนำร่องที่ได้รับอนุญาตชัดเจน ข้อสี่ ถ้าใช้แพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย ต้องเข้าใจว่ากำลังอยู่นอกเขตคุ้มครองของกฎหมายไทยทั้งหมด และมีความเสี่ยงที่แพลตฟอร์มนั้นอาจถูกปิดกั้นการเข้าถึงได้ทุกเมื่อ

สัญญาณเตือนที่ควรระวังเป็นพิเศษเมื่อเจอแพลตฟอร์มหรือคนชักชวนลงทุนคริปโต ได้แก่ การอ้างผลตอบแทนคงที่สูงผิดปกติ การไม่สามารถแสดงชื่อบริษัทหรือใบอนุญาตที่ตรวจสอบได้จริงบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. การเร่งรัดให้โอนเงินหรือรีบตัดสินใจ และการอ้างว่า "หน่วยงานรัฐไม่กล้าจับเพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่" ซึ่งเป็นข้ออ้างเดียวกับที่มิจฉาชีพหลายรายเคยใช้มาก่อนถูกจับกุมจริง สิ่งเหล่านี้เป็นจุดสังเกตพื้นฐานที่ช่วยกรองความเสี่ยงได้เยอะ ก่อนตัดสินใจเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มหรือโปรเจกต์ใดๆ

สี่สัญญาณเตือนพื้นฐานที่ช่วยกรองแพลตฟอร์มหรือโปรเจกต์คริปโตเสี่ยงก่อนตัดสินใจเกี่ยวข้องด้วย

ภาพ: สี่สัญญาณเตือนพื้นฐานที่ช่วยกรองแพลตฟอร์มหรือโปรเจกต์คริปโตเสี่ยงก่อนตัดสินใจเกี่ยวข้องด้วย

ข้อควรระวังสำคัญที่ต้องย้ำ: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกรอบกฎหมายคริปโตของไทยเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือคำแนะนำการลงทุน กฎเกณฑ์ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงบ่อยมาก ผู้เขียนพยายามตรวจสอบข้อมูลให้เป็นปัจจุบันที่สุดเท่าที่ทำได้ ณ เวลาที่เขียน แต่รายละเอียดเชิงเทคนิคบางจุด (เช่นเงื่อนไขเพดานเงินลงทุน หรือรายชื่อแพลตฟอร์มที่ถูกบล็อก) อาจเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่วันที่อ่านบทความนี้ หากกำลังจะตัดสินใจเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับเว็บไซต์ ก.ล.ต. โดยตรง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

ซื้อขาย Bitcoin ในไทยผิดกฎหมายไหม

ไม่ผิด คริปโตเคอร์เรนซีมีสถานะทางกฎหมายรองรับในไทยมาตั้งแต่ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เพียงแต่การซื้อขายควรทำผ่านแพลตฟอร์มที่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เพื่อความคุ้มครองเต็มรูปแบบ

ถือคริปโตในกระเป๋าตัวเองผิดกฎหมายไหม

ไม่ผิด การถือครองด้วยตัวเอง (Self-Custody) ในกระเป๋าส่วนตัวหรือ Hardware Wallet เป็นการเก็บทรัพย์สินธรรมดา ไม่ใช่การประกอบธุรกิจ จึงไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย

ทำไม ก.ล.ต. ถึงบล็อก OKX กับ Bybit

เพราะทั้งสองแพลตฟอร์มไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย ก.ล.ต. จึงสั่งปิดกั้นการเข้าถึงจากเครือข่ายในไทย มีผลตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2568 พร้อมกับ CoinEx, 1000X และ XT.COM โดยให้เหตุผลเรื่องป้องกันการฟอกเงินและคุ้มครองนักลงทุน แพลตฟอร์มเหล่านี้ยังเปิดให้บริการตามปกติในประเทศอื่นที่ไม่ได้ถูกจำกัด

ใช้คริปโตซื้อของในไทยได้ไหม

โดยหลักการยังทำไม่ได้ในวงกว้าง เพราะมีประกาศ ก.ล.ต. ตั้งแต่ปี 2565 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจที่มีใบอนุญาตอำนวยความสะดวกให้ใช้คริปโตชำระค่าสินค้าบริการ แต่เริ่มมีช่องทางผ่อนปรนผ่านโครงการ Sandbox และโครงการนำร่องเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มทดลองปลายปี 2568

สรุปสามเรื่องที่คนไทยเข้าใจสับสนบ่อยที่สุดเกี่ยวกับกฎหมายคริปโตให้จำง่ายในภาพเดียว

ภาพ: สรุปสามเรื่องที่คนไทยเข้าใจสับสนบ่อยที่สุดเกี่ยวกับกฎหมายคริปโตให้จำง่ายในภาพเดียว

เทรด P2P กับต่างชาติผิดกฎหมายไหม

แพลตฟอร์ม P2P จากต่างประเทศที่เข้าข่ายลักษณะเดียวกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามนิยามกฎหมายไทย อยู่ภายใต้มาตรการปิดกั้นเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มอื่น ส่วนการซื้อขายตรงระหว่างบุคคลสองคนที่ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจยังเป็นพื้นที่สีเทาที่ควรตรวจสอบกับ ก.ล.ต. โดยตรงหากไม่แน่ใจ

Investment Token ต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไปยังไง

Investment Token คือโทเคนดิจิทัลที่ให้สิทธิร่วมลงทุนในโครงการ คล้ายการถือหุ้น ต่างจาก Coin อย่าง Bitcoin ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน กฎหมายไทยเปิดทางให้ Investment Token มาตั้งแต่ พ.ร.ก. ฉบับแรก และเพิ่งปรับเกณฑ์ให้บริษัทหลักทรัพย์เข้ามาให้บริการได้โดยตรงตั้งแต่กรกฎาคม 2568

บทความนี้เป็นคำแนะนำทางกฎหมายหรือเปล่า

ไม่ใช่ เป็นการให้ความรู้เบื้องต้นเรื่องกรอบกฎหมายคริปโตไทยเท่านั้น กฎเกณฑ์ด้านนี้เปลี่ยนแปลงบ่อย ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับ ก.ล.ต. โดยตรงหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ

📖 เรื่องกรอบกฎหมายและใบอนุญาตธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย ผู้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 เช่นกัน หาซื้อได้ที่นี่ แต่เนื้อหาในบทความนี้อัปเดตรายละเอียดกฎเกณฑ์ให้ตรงกับสถานการณ์ปี 2568-2569 มากขึ้นแล้ว เพราะกฎหมายด้านนี้ของไทยเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

บทความทั้งหมด