Compound คืออะไร โปรโตคอลที่จุดกระแส DeFi Summer
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Compound คืออะไร โปรโตคอลที่จุดกระแส DeFi Summer

รู้จัก Compound แพลตฟอร์มกู้ยืมไร้ตัวกลางที่แจกเหรียญ COMP จนเกิด Liquidity Mining และ DeFi Summer ปี 2020 พร้อมกลไกค้ำประกัน ดอกเบี้ยลอยตัว และสถานะปี 2026

บทความนี้เป็นภาคต่อของ DeFi คืออะไร ในซีรีส์คริปโต 1-100 ถ้ายังไม่คุ้นกับภาพรวมการกู้ยืมแบบไร้ตัวกลาง แนะนำอ่าน DeFi Lending คืออะไร ประกอบ

ย้อนกลับไปกลางปี 2020 ช่วงที่ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารไทยอยู่แถว 0.25% ต่อปี และธนาคารกลางทั่วโลกกดดอกเบี้ยลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เพื่อสู้วิกฤตโควิด มีแพลตฟอร์มหนึ่งบน Ethereum ประกาศแจกเหรียญของตัวเองให้กับทุกคนที่เข้ามาฝากหรือกู้สินทรัพย์ ผลคือเงินทั้งวงการคริปโตแห่ไหลเข้า DeFi จากหลักพันล้านดอลลาร์กลายเป็นหลักหมื่นล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่เดือน ช่วงเวลานั้นถูกจดจำในชื่อ DeFi Summer และแพลตฟอร์มที่กดปุ่มจุดชนวนทั้งหมดนี้ชื่อว่า Compound

บทความนี้จะพาไปรู้จัก Compound ในฐานะกรณีศึกษา ทั้งกลไกการกู้ยืมแบบไร้ตัวกลางที่มันบุกเบิก จุดกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า Liquidity Mining และ Governance Token ที่ทั้งวงการลอกแบบตามกันมาจนถึงทุกวันนี้ รวมถึงสถานะของมันในปี 2026 ที่ต่างจากวันรุ่งเรืองอยู่พอสมควร ย้ำก่อนว่านี่คือบทเรียนประวัติศาสตร์และกลไก ไม่ใช่คำแนะนำให้เข้าไปใช้งานหรือลงทุน

Compound คือโปรโตคอลกู้ยืม (Lending Protocol) บนบล็อกเชน Ethereum ที่ให้ผู้ใช้ฝากสินทรัพย์คริปโตเพื่อรับดอกเบี้ย หรือวางสินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้เหรียญอื่นออกมา ทำงานอัตโนมัติทั้งหมดผ่าน Smart Contract โดยไม่มีตัวกลาง และเป็นโปรโตคอลแรกที่แจก Governance Token ชื่อ COMP ให้ผู้ใช้งานในเดือนมิถุนายน 2020 จนกลายเป็นต้นแบบของ Liquidity Mining และจุดกระแส DeFi Summer

เทียบว่าธนาคารปล่อยกู้จากการตรวจเครดิตผู้กู้ แต่ Compound ปล่อยกู้จากหลักประกันเท่านั้นผ่าน Smart Contract โดยไม่สนใจว่าผู้กู้เป็นใคร

ภาพ: เทียบว่าธนาคารปล่อยกู้จากการตรวจเครดิตผู้กู้ แต่ Compound ปล่อยกู้จากหลักประกันเท่านั้นผ่าน Smart Contract โดยไม่สนใจว่าผู้กู้เป็นใคร

กำเนิด Compound ธนาคารที่ไม่มีพนักงานสักคน

Compound ก่อตั้งโดย Robert Leshner และ Geoffrey Hayes สองอดีตคนสายการเงินและเทคโนโลยีจากซานฟรานซิสโก เปิดใช้งานเวอร์ชันแรกบน Ethereum ในเดือนกันยายน 2018 โดยได้เงินทุนจากกองทุนชื่อดังอย่าง a16z และ Coinbase Ventures แนวคิดตั้งต้นเรียบง่ายมาก คือคริปโตที่คนถือไว้เฉยๆ ในกระเป๋าไม่เกิดดอกผลอะไรเลย ถ้าสร้างตลาดเงินกู้ที่จับคู่คนอยากปล่อยกู้กับคนอยากกู้ได้โดยอัตโนมัติ สินทรัพย์เหล่านั้นก็จะเริ่มทำงานได้เหมือนเงินฝากในระบบธนาคาร

ในหนังสือ DeFi Farming 101 ของผู้เขียนเปรียบไว้ว่า ถ้า DeFi เป็นประเทศ MakerDAO ที่ออกเหรียญ Dai ก็เหมือนธนาคารกลาง ส่วน Compound คือธนาคารพาณิชย์ที่มาต่อยอดให้สินทรัพย์ต่างๆ ก่อเกิดประโยชน์ได้ แต่พอลงรายละเอียดจริง กลไกของมันกลับใกล้เคียงกับสถาบันการเงินอีกแบบที่คนไทยคุ้นเคยกันดี นั่นคือโรงรับจำนำ

ทำไม Compound ถึงเหมือนโรงรับจำนำมากกว่าธนาคาร

เวลาธนาคารจะปล่อยกู้ให้ใคร สิ่งที่ธนาคารดูคือเครดิตของคนคนนั้น รายได้ อาชีพ ประวัติการผ่อนชำระ ทั้งหมดนี้พิสูจน์ตัวตนผ่านเอกสารและกฎหมาย แต่บนบล็อกเชนไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของกระเป๋าเงินเป็นใคร ตรวจเครดิตไม่ได้ ฟ้องร้องตามตัวไม่ได้ Compound จึงใช้วิธีเดียวกับโรงรับจำนำ คือไม่สนใจเลยว่าผู้กู้เป็นใคร ขอแค่มีของมาวางค้ำไว้ และให้กู้ได้น้อยกว่ามูลค่าของที่ค้ำเสมอ เหมือนเวลาเราเอาทองหนึ่งบาทไปจำนำ โรงรับจำนำก็ไม่เคยให้เงินเต็มราคาทอง

ตัวอย่างการใช้งานตามที่หนังสืออธิบายไว้ สมมติเราต้องการกู้เหรียญ USDC เราสามารถนำ ETH ไปวางค้ำประกันแล้วกู้ USDC ออกมาได้ทันที เมื่อไหร่ที่อยากได้ ETH คืนก็นำ USDC มาคืนพร้อมดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กู้ ส่วนดอกเบี้ยที่ผู้กู้จ่ายเข้ามา ระบบจะกระจายให้ฝั่งคนฝากสินทรัพย์นั้นๆ เป็นผลตอบแทน นี่คือเหตุผลที่ช่วงปี 2020-2021 ดอกเบี้ยฝากคริปโตบน Compound สูงกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์ของธนาคารหลายเท่าตัว เพราะมันสะท้อนความต้องการกู้ในตลาดคริปโตที่ร้อนแรงขณะนั้นโดยตรง ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยกว่าหรือดีกว่าเงินฝากธนาคารที่มีการคุ้มครอง

วงจรการกู้ยืมบน Compound ตั้งแต่ฝากสินทรัพย์ค้ำจนถึงคืนเงินไถ่ของ ทำงานเหมือนโรงรับจำนำอัตโนมัติที่ไม่ถามชื่อหรือเครดิตของลูกค้าเลย

ภาพ: วงจรการกู้ยืมบน Compound ตั้งแต่ฝากสินทรัพย์ค้ำจนถึงคืนเงินไถ่ของ ทำงานเหมือนโรงรับจำนำอัตโนมัติที่ไม่ถามชื่อหรือเครดิตของลูกค้าเลย

Collateral Factor และ Borrow Limit หัวใจของระบบค้ำประกัน

คำถามสำคัญคือ วางค้ำเท่านี้จะกู้ได้เท่าไหร่ Compound กำหนดสิ่งที่เรียกว่า Collateral Factor หรือวงเงินของหลักประกันไว้ให้สินทรัพย์แต่ละตัวไม่เท่ากัน ตามระดับความผันผวนและสภาพคล่องของเหรียญนั้น ตัวอย่างการคำนวณจากหนังสือ (ตัวเลขราคาและเปอร์เซ็นต์เป็นค่า ณ ช่วงปี 2021 ใช้เพื่อให้เห็นวิธีคิด)

  • ฝาก 1 WBTC ขณะที่ราคา WBTC อยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์
  • WBTC มี Collateral Factor 65% เท่ากับกู้ได้สูงสุด 40,000 x 65% = 26,000 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้คือ Borrow Limit หรือวงเงินกู้สูงสุด
  • ในทางปฏิบัติไม่ควรกู้จนชนเพดาน โดยทั่วไปแนะนำกันไม่เกินราว 80% ของ Borrow Limit คือประมาณ 20,800 ดอลลาร์ เพื่อเผื่อระยะให้ราคาผันผวนได้โดยไม่โดนบังคับขาย
  • สินทรัพย์แต่ละตัวมี Collateral Factor ต่างกัน เช่นช่วงนั้น WBTC อยู่ที่ 65% ส่วน ETH และ USDC อยู่ราว 75%

แล้วถ้าราคาหลักประกันร่วงลงล่ะ นี่คือจุดที่ Compound ต่างจากโรงรับจำนำจริงมากที่สุด โรงรับจำนำถือของเราไว้เฉยๆ จนกว่าจะหลุดจำนำ แต่ Smart Contract ของ Compound จับตามูลค่าหลักประกันตลอดเวลา ทันทีที่มูลค่าหนี้ขยับเกิน Borrow Limit ระบบจะเปิดให้บังคับขายหลักประกันบางส่วนในราคาส่วนลดทันทีโดยไม่มีการทวงถามหรือผ่อนผัน กระบวนการนี้เรียกว่า Liquidation และเกิดได้จากทั้งสองทาง คือราคาของที่ค้ำร่วงลง หรือราคาเหรียญที่กู้มาพุ่งขึ้นจนมูลค่าหนี้บวม กลไกที่เข้มงวดแบบนี้เองที่ทำให้แพลตฟอร์มไม่มีหนี้เสีย เพราะหนี้ทุกก้อนมีของค้ำมูลค่าสูงกว่าเสมอและถูกบังคับขายก่อนที่จะกลายเป็นหนี้สูญ

ตัวอย่างการคำนวณวงเงินกู้จริงจากหนังสือ DeFi Farming 101 ฝาก WBTC มูลค่า 40,000 ดอลลาร์ที่ Collateral Factor 65% จะกู้ได้สูงสุด 26,000 ดอลลาร์ก่อนเข้าเขต Liquidation (ตัวเลขปี 2021 ใช้แสดงวิธีคิดเท่านั้น)

ภาพ: ตัวอย่างการคำนวณวงเงินกู้จริงจากหนังสือ DeFi Farming 101 ฝาก WBTC มูลค่า 40,000 ดอลลาร์ที่ Collateral Factor 65% จะกู้ได้สูงสุด 26,000 ดอลลาร์ก่อนเข้าเขต Liquidation (ตัวเลขปี 2021 ใช้แสดงวิธีคิดเท่านั้น)

ดอกเบี้ยที่ขยับเองตามตลาด ไม่มีใครนั่งเคาะ

อีกนวัตกรรมของ Compound ที่กลายเป็นมาตรฐานวงการคือดอกเบี้ยแบบลอยตัวตามการใช้งานจริง ในธนาคาร ดอกเบี้ยถูกกำหนดโดยคณะกรรมการ แต่ใน Compound อัตราดอกเบี้ยของแต่ละเหรียญถูกคำนวณด้วยสูตรจากอัตราส่วนระหว่างเงินฝากกับเงินที่ถูกกู้ออกไป ถ้าเหรียญไหนมีคนแห่กู้จนของในคลังเหลือน้อย ดอกเบี้ยทั้งฝั่งกู้และฝั่งฝากจะปรับขึ้นอัตโนมัติ เพื่อจูงใจให้คนนำเหรียญมาฝากเพิ่มและให้ผู้กู้บางส่วนคืนหนี้ กลไกอุปสงค์อุปทานล้วนๆ โดยไม่ต้องมีมนุษย์ตัดสินใจ

ดอกเบี้ยเหล่านี้ไม่ได้จ่ายเป็นรายเดือนแบบธนาคาร แต่ทบเข้าไปในยอดทุกครั้งที่ Ethereum สร้างบล็อกใหม่ ซึ่งสมัยที่หนังสือเขียนคือราวทุก 14 วินาที ปัจจุบันอยู่ที่ราว 12 วินาที ฝั่งคนฝากยอดจะงอกขึ้นเรื่อยๆ แบบเรียลไทม์ ส่วนฝั่งผู้กู้ยอดหนี้ก็บวมขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน และถ้าปล่อยไว้นานจนหนี้ทะลุ Borrow Limit ก็จะโดน Liquidation ตามกติกาข้างบน

นอกจากนี้ระบบยังมี Reserve Factor หรือสัดส่วนสำรองที่กันไว้ไม่ให้เงินฝากถูกปล่อยกู้ออกไปได้ทั้งหมด เช่นตัวเลขในหนังสือระบุว่า ETH กันสำรองไว้ 20% ขณะที่ USDT กันไว้ 7% แนวคิดคล้ายการดำรงเงินกองทุนของธนาคาร เพื่อให้มีสภาพคล่องเหลือรองรับคนที่ต้องการถอนเงินฝากออกอยู่เสมอ

ถึงตรงนี้บางคนอาจสงสัยว่า แล้วจะเอาของมูลค่า 100 ไปค้ำเพื่อกู้ของมูลค่า 60 ทำไม คำตอบเดียวกับเหตุผลที่คนเอาทองไปจำนำแทนที่จะขายทิ้ง คือผู้กู้ไม่อยากเสียสถานะการถือสินทรัพย์เดิม เช่นคนที่เชื่อว่า ETH จะมีมูลค่าสูงขึ้นในระยะยาว ก็เลือกวาง ETH ค้ำเพื่อกู้ Stablecoin ออกมาใช้งานชั่วคราว แทนที่จะขาย ETH แล้วต้องไปไล่ซื้อคืนแพงกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามองผิดทาง ราคาหลักประกันร่วงแรง ก็เจ็บสองต่อทั้งมูลค่าของที่หายและความเสี่ยงโดนบังคับขาย

ดอกเบี้ยบน Compound ขยับขึ้นลงเองตามอุปสงค์อุปทานจริงในตลาด เหรียญในคลังเหลือน้อยดอกเบี้ยยิ่งสูง ไม่มีคณะกรรมการนั่งเคาะแบบธนาคาร

ภาพ: ดอกเบี้ยบน Compound ขยับขึ้นลงเองตามอุปสงค์อุปทานจริงในตลาด เหรียญในคลังเหลือน้อยดอกเบี้ยยิ่งสูง ไม่มีคณะกรรมการนั่งเคาะแบบธนาคาร

มิถุนายน 2020 วันที่ Compound แจกเหรียญ COMP แล้วทั้งวงการเปลี่ยนไป

ถ้า Compound มีแค่ระบบกู้ยืมข้างต้น มันคงเป็นเพียงแพลตฟอร์ม DeFi ยุคแรกที่ดีตัวหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์คือการตัดสินใจเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2020 เมื่อ Compound เริ่มแจกเหรียญ COMP ซึ่งเป็น Governance Token หรือเหรียญที่ให้สิทธิ์โหวตกำหนดทิศทางโปรโตคอล ให้กับผู้ใช้งานทุกคน ทั้งฝั่งคนฝากและคนกู้ ตามสัดส่วนการใช้งานจริง แจกให้ทุกวันโดยอัตโนมัติ

แนวคิดเบื้องหลังคือการกระจายอำนาจ ทีมงานต้องการส่งมอบการควบคุมโปรโตคอลให้ชุมชนผู้ใช้แทนที่จะรวมศูนย์อยู่ที่บริษัท ผู้ถือ COMP สามารถเสนอ Proposal เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบได้ เช่นเพิ่มเหรียญใหม่เข้าตลาด ปรับสูตรดอกเบี้ย เปลี่ยน Oracle ที่ใช้ดึงราคา หรือถอนเงินสำรอง โดยช่วงแรกกติกากำหนดว่าผู้เสนอต้องถือ COMP อย่างน้อย 1% ของทั้งหมด จากนั้นชุมชนจะมีเวลา 3 วันในการโหวต ถ้าเสียงส่วนใหญ่ผ่าน ข้อเสนอจะเข้าคิวรอใน Timelock อีกอย่างน้อย 2 วันก่อนมีผลจริง เผื่อเวลาให้คนไม่เห็นด้วยได้ตัดสินใจ รายละเอียดเรื่องกลไกและมูลค่าของเหรียญประเภทนี้มีแยกอีกบทใน Governance Token และ DAO คืออะไร

เส้นทางของข้อเสนอเปลี่ยนแปลงโปรโตคอล ตั้งแต่ผู้ถือ COMP ยื่นเสนอ ผ่านการโหวตของชุมชน 3 วัน เข้าคิว Timelock 2 วัน จนถึงมีผลจริงกับระบบ

ภาพ: เส้นทางของข้อเสนอเปลี่ยนแปลงโปรโตคอล ตั้งแต่ผู้ถือ COMP ยื่นเสนอ ผ่านการโหวตของชุมชน 3 วัน เข้าคิว Timelock 2 วัน จนถึงมีผลจริงกับระบบ

แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาใหญ่กว่าเจตนาตั้งต้นมาก เพราะ COMP มีราคาซื้อขายในตลาด การใช้งาน Compound จึงเท่ากับได้ของแถมเป็นเหรียญที่มีมูลค่า ยิ่งฝากหรือกู้มากยิ่งได้มาก เมื่อบวกลบแล้วผลตอบแทนรวมบางจังหวะสูงกว่าดอกเบี้ยปกติหลายเท่า เงินจึงไหลทะลักเข้า Compound จนมูลค่าสินทรัพย์ในระบบพุ่งขึ้นหลายเท่าภายในไม่กี่วัน และ COMP กลายเป็นเหรียญ DeFi ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในเวลานั้น ปรากฏการณ์หาผลตอบแทนด้วยการเติมสภาพคล่องแลกเหรียญแบบนี้ถูกตั้งชื่อว่า Liquidity Mining ส่วนพฤติกรรมไล่ย้ายเงินไปฟาร์มผลตอบแทนตามแพลตฟอร์มต่างๆ ถูกเรียกว่า Yield Farming ซึ่งมีเล่าละเอียดในบท Yield Farming คืออะไร

โปรเจกต์อื่นเห็นสูตรสำเร็จนี้แล้วลอกตามกันแทบจะทันที ไม่กี่สัปดาห์ถัดมาก็เกิดกระแสแจกเหรียญไปทั่ววงการ มูลค่าสินทรัพย์รวมในระบบ DeFi ที่ต้นเดือนมิถุนายน 2020 ยังอยู่แถวพันล้านดอลลาร์ พุ่งทะลุหมื่นล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีเดียวกัน ฤดูร้อนปีนั้นจึงถูกเรียกขานกันว่า DeFi Summer และกระแสนี้เองที่ปูทางให้เกิดคลื่น DeFi ในไทยช่วงปี 2021 ตามมา ทั้งฟาร์มบนเชนต่างๆ ที่คนไทยแห่เข้าไปขุด จนถึงขั้นที่ ก.ล.ต. ไทยต้องออกมาเตือนความเสี่ยงของการลงทุนใน DeFi และเหรียญที่แจกจากการฟาร์มในช่วงกลางปี 2021 หลังมีโปรเจกต์ไทยบางตัวราคาพังลงอย่างรวดเร็วหลังเปิดตัว

ไทม์ไลน์เส้นทางจากแพลตฟอร์มกู้ยืมธรรมดาสู่ชนวน DeFi Summer ตั้งแต่เปิดตัวปี 2018 แจก COMP กลางปี 2020 จนถึงกระแสฟาร์มที่ลามมาถึงไทยในปี 2021

ภาพ: ไทม์ไลน์เส้นทางจากแพลตฟอร์มกู้ยืมธรรมดาสู่ชนวน DeFi Summer ตั้งแต่เปิดตัวปี 2018 แจก COMP กลางปี 2020 จนถึงกระแสฟาร์มที่ลามมาถึงไทยในปี 2021

ทายาทของ Compound และคนที่แซงหน้า

ความสำเร็จของ Compound ทำให้เกิดแพลตฟอร์ม Lending ตามมาจำนวนมาก หนังสือ DeFi Farming 101 ซึ่งเขียนช่วงปี 2021 ยกตัวอย่างไว้ทั้ง Venus บน Binance Smart Chain, Cream, Anchor บน Terra และ Aave บน Ethereum ซึ่งสถานะวันนี้ของแต่ละตัวคือบทเรียนชั้นดีว่าห้าปีในโลก DeFi เปลี่ยนอะไรได้มากขนาดไหน

  • Anchor ล่มสลายไปพร้อมระบบ Terra และเหรียญ UST ในเดือนพฤษภาคม 2022 กลายเป็นหนึ่งในความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดของวงการ
  • Cream โดนแฮ็กซ้ำหลายรอบจนความเชื่อมั่นไม่กลับมาอีก
  • Venus ยังเปิดให้บริการบนเชนที่เปลี่ยนชื่อเป็น BNB Chain แต่ไม่ได้อยู่แถวหน้าของวงการ
  • Aave คือผู้ชนะตัวจริง พัฒนาฟีเจอร์ต่อเนื่อง ขยายไปมากกว่า 12 เชน จนกลายเป็นแพลตฟอร์ม Lending อันดับหนึ่งที่ทิ้งห่างทุกราย

ห้าปีผ่านไป ทายาทของ Compound แต่ละรายจบไม่เหมือนกันเลย ตั้งแต่ Anchor ที่ล่มพร้อม Terra ไปจนถึง Aave ที่ขึ้นเป็นผู้นำวงการ Lending แทน

ภาพ: ห้าปีผ่านไป ทายาทของ Compound แต่ละรายจบไม่เหมือนกันเลย ตั้งแต่ Anchor ที่ล่มพร้อม Terra ไปจนถึง Aave ที่ขึ้นเป็นผู้นำวงการ Lending แทน

ส่วนเจ้าตำรับอย่าง Compound เอง เรื่องราวหลังปี 2021 กลับไม่สวยงามเท่าตอนเปิดฉาก

Compound ในปี 2026 จากผู้จุดกระแสสู่ผู้เล่นรุ่นพี่ที่โดนแซง

จุดพีคของ Compound คือช่วงปี 2021 ที่มูลค่าสินทรัพย์ในระบบเคยแตะระดับ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และเป็นโปรโตคอล DeFi รายแรกๆ ที่ทะลุหลักหมื่นล้าน ส่วนราคา COMP เคยขึ้นไปสูงสุดราว 850 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2021 แต่ตัวเลข ณ กลางปี 2026 เล่าคนละเรื่องเลย

  • มูลค่าสินทรัพย์ในระบบของ Compound V3 เหลือราว 2.7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Aave V3 อยู่ระดับเกิน 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่างกันราว 5 เท่า
  • แม้แต่ตำแหน่งเบอร์สองของวงการ Lending ก็ถูก Morpho โปรโตคอลรุ่นน้องที่มาแนวตลาดกู้ยืมแบบแยกส่วน แย่งไปครองด้วยมูลค่าระบบระดับหมื่นล้านดอลลาร์
  • ราคา COMP เคลื่อนไหวแถว 16-17 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2026 หรือต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมราว 98%

ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือการปรับตัว Compound พัฒนาเวอร์ชัน 3 ในชื่อ Comet ที่เปลี่ยนโครงสร้างให้แต่ละตลาดมีเหรียญให้กู้หลักตัวเดียวอย่าง USDC เพื่อลดความเสี่ยงจากหลักประกันปนกันหลายชนิด มีการตั้ง Compound Foundation ขึ้นในปี 2025 เพื่อแก้ปัญหาที่ DAO ไม่มีหน่วยงานกลางคอยประสานงานประจำวัน และในปีเดียวกันชุมชนก็โหวตผ่านข้อเสนอที่ชวนคิดมาก คือการเปิดคลังเงินฝากใหม่บน Polygon โดยใช้เทคโนโลยีของ Morpho คู่แข่งโดยตรง แทนที่จะสร้างเองทั้งหมด ภาพผู้บุกเบิกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นต้นแบบให้ทั้งวงการลอก กลับต้องหันมาต่อยอดบนโครงสร้างของรุ่นน้อง คือบทสรุปที่ชัดที่สุดว่าใน DeFi ความเป็นเจ้าแรกไม่ได้การันตีความเป็นเจ้าตลาดตลอดไป

เทียบตัวเลขปี 2021 ที่ Compound เคยเป็นผู้นำวงการ กับปี 2026 ที่มูลค่าในระบบและราคา COMP ร่วงลงมาก จนตกไปเป็นรุ่นพี่ที่ถูก Aave และ Morpho แซงหน้า

ภาพ: เทียบตัวเลขปี 2021 ที่ Compound เคยเป็นผู้นำวงการ กับปี 2026 ที่มูลค่าในระบบและราคา COMP ร่วงลงมาก จนตกไปเป็นรุ่นพี่ที่ถูก Aave และ Morpho แซงหน้า

บทเรียนจากกรณีศึกษา Compound

ถอยออกมามองภาพกว้าง Compound ทิ้งมรดกไว้ให้วงการอย่างน้อย 3 เรื่องที่ยังใช้กันอยู่ทุกวันนี้

  • โมเดลกู้ยืมด้วยหลักประกันเกินมูลค่าและ Liquidation อัตโนมัติ กลายเป็นมาตรฐานของ Lending Protocol แทบทุกตัว รวมถึง Aave และ Morpho ที่แซงหน้าไป
  • Liquidity Mining พิสูจน์ว่าการแจกเหรียญดึงเงินและผู้ใช้เข้าระบบได้เร็วมหาศาล แต่ประวัติศาสตร์หลังจากนั้นก็พิสูจน์เช่นกันว่าเงินที่มาเพราะเหรียญแจก จะไหลออกทันทีที่มีที่แจกเยอะกว่า มูลค่าที่ยั่งยืนจึงอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ของแถม
  • การส่งมอบอำนาจให้ชุมชนผ่าน Governance Token เปิดยุคของ DAO ที่ทั้งวงการเดินตาม พร้อมกับปัญหาใหม่ที่ตามมา เช่นการที่ไม่มีเจ้าภาพประจำวัน จน Compound เองต้องตั้งมูลนิธิขึ้นมาช่วยประสานงานในภายหลัง

สำหรับคนไทยที่เคยเห็นกระแสฟาร์มปี 2021 หรือกำลังเห็นแพลตฟอร์มไหนก็ตามแจกเหรียญแลกกับการฝากเงินในวันนี้ สิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับเรื่องของ Compound ที่เล่ามาทั้งบทความ เพราะทั้งกลไก ทั้งแรงจูงใจ และทั้งจุดจบของกระแส ล้วนเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับต้นตำรับตัวจริง การเข้าใจกรณีศึกษานี้ให้ครบทั้งขาขึ้นและขาลง จึงมีประโยชน์กว่าการรู้จักมันแค่ในฐานะชื่อเหรียญตัวหนึ่งในตลาด

สรุปมรดก 3 อย่างจาก Compound ที่ยังเป็นมาตรฐานของวงการ DeFi ถึงทุกวันนี้ ทั้งโมเดลค้ำประกันเกินมูลค่า Liquidity Mining และการส่งมอบอำนาจให้ชุมชนผ่าน Governance Token

ภาพ: สรุปมรดก 3 อย่างจาก Compound ที่ยังเป็นมาตรฐานของวงการ DeFi ถึงทุกวันนี้ ทั้งโมเดลค้ำประกันเกินมูลค่า Liquidity Mining และการส่งมอบอำนาจให้ชุมชนผ่าน Governance Token

คำถามที่พบบ่อย

Compound คืออะไร

โปรโตคอลกู้ยืมคริปโตบน Ethereum เปิดตัวปี 2018 ให้ผู้ใช้ฝากสินทรัพย์รับดอกเบี้ยหรือวางหลักประกันเพื่อกู้เหรียญอื่น ทำงานอัตโนมัติผ่าน Smart Contract ทั้งหมด และเป็นผู้ริเริ่มการแจก Governance Token ให้ผู้ใช้งานจนเกิดกระแส DeFi Summer ปี 2020

เหรียญ COMP คือเหรียญอะไร

Governance Token ของ Compound ใช้เสนอและโหวตการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอล เช่นเพิ่มเหรียญใหม่หรือปรับสูตรดอกเบี้ย เริ่มแจกให้ผู้ใช้งานเมื่อ 15 มิถุนายน 2020 เคยมีราคาสูงสุดราว 850 ดอลลาร์ในปี 2021 ก่อนลดลงมาเคลื่อนไหวแถว 16-17 ดอลลาร์ในปี 2026

Liquidity Mining คืออะไร

การได้รับเหรียญของแพลตฟอร์มเป็นรางวัลจากการเติมสภาพคล่องหรือใช้งานแพลตฟอร์มนั้น Compound คือผู้ทำให้โมเดลนี้แจ้งเกิดในวงกว้างเป็นรายแรกด้วยการแจก COMP ก่อนที่ทั้งวงการจะนำไปใช้ตามจนกลายเป็นกระแส Yield Farming

ปี 2026 ยังมีคนใช้ Compound อยู่ไหม

ยังเปิดให้บริการและมีสินทรัพย์ในระบบราว 2.7 พันล้านดอลลาร์ แต่เสียตำแหน่งผู้นำไปนานแล้ว ตามหลังทั้ง Aave ที่มีขนาดใหญ่กว่าราว 5 เท่า และ Morpho ที่ขึ้นมาเป็นเบอร์สองของวงการ Lending

Compound ต่างจาก Aave อย่างไร

ทั้งคู่เป็น Lending Protocol ที่ใช้หลักการค้ำประกันเกินมูลค่าเหมือนกัน แต่ Aave พัฒนาฟีเจอร์และขยายเชนได้เร็วกว่ามาก ทั้งรองรับมากกว่า 12 เชนและมี Stablecoin ของตัวเอง ขณะที่ Compound เลือกโฟกัสโครงสร้างแบบตลาดเดี่ยวที่เรียบง่ายกว่าใน V3 และมีขนาดเล็กกว่าหลายเท่าในปัจจุบัน


📖 เนื้อหากลไกการกู้ยืม การค้ำประกัน และกำเนิด Yield Farming ในบทความนี้ เรียบเรียงจากหนังสือ DeFi Farming 101 (DeFi WTF Book ปฐมบทระบบการเงินไร้ตัวกลาง) ที่ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดพร้อมตัวอย่างการใช้งานจริง หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่ ส่วนสถานะปี 2026 อัปเดตจากข้อมูลสาธารณะล่าสุด

บทความทั้งหมด