
จีนกับคริปโต ทำไมแบนแล้วยังไม่หาย ไล่นโยบายสิบกว่าปีจากเอกสารต้นทาง
จีนเคยเป็นที่ตั้งของกำลังขุด Bitcoin สามในสี่ของโลก แล้ววันหนึ่งตัวเลขนั้นลงไปเหลือศูนย์ ก่อนจะกลับขึ้นมาอีกครั้ง บทความนี้ไล่นโยบายตั้งแต่ปี 2013 ถึงปัจจุบันจากเอกสารต้นทาง พร้อมข้อมูลกำลังขุดของ Cambridge และราคาจริงในแต่ละวันที่มีประกาศ
จีนเคยเป็นที่ตั้งของกำลังขุด Bitcoin สามในสี่ของโลก แล้ววันหนึ่งตัวเลขนั้นก็ลงไปเหลือศูนย์ ก่อนจะกลับขึ้นมาอีกครั้งภายในสองเดือน บทความนี้ไล่นโยบายของจีนตั้งแต่ปี 2013 ถึงปัจจุบันจากเอกสารต้นทาง พร้อมข้อมูลกำลังขุดรายเดือนของ Cambridge และราคาจริงในแต่ละวันที่มีประกาศ เพื่อตอบคำถามที่คนถามบ่อยที่สุดว่าตกลงจีนแบนคริปโตสำเร็จหรือไม่
จีนไม่ได้เพิ่งแบน แต่แบนมาแล้วหลายรอบ
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าจีนแบนคริปโตครั้งเดียวในปี 2021 ความจริงคือจีนออกมาตรการที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ มาตั้งแต่ปี 2013 และแต่ละรอบก็ปิดช่องที่รอบก่อนยังเปิดทิ้งไว้ การนับให้ครบจึงสำคัญ เพราะถ้านับแค่รอบเดียวจะอธิบายไม่ได้ว่าทำไมประกาศที่ถูกเรียกว่าเด็ดขาดที่สุดกลับแทบไม่กระทบราคาเลย
รอบแรกคือเดือนธันวาคม 2013 ธนาคารกลางจีนร่วมกับหน่วยงานรัฐอีกหลายแห่งออกประกาศเรื่องการป้องกันความเสี่ยงจาก Bitcoin สาระสำคัญคือห้ามสถาบันการเงินและผู้ให้บริการชำระเงินยุ่งเกี่ยวกับ Bitcoin แต่ไม่ได้ห้ามประชาชนถือหรือซื้อขายกันเอง โดยจัดให้ Bitcoin เป็นสินค้าเสมือนจริงชนิดหนึ่ง
ผลต่อราคาในรอบนั้นหนักมาก ราคา Bitcoin อยู่ที่ 1,137 ดอลลาร์ในวันที่ 5 ธันวาคม 2013 แล้วลงมาอยู่ที่ 674 ดอลลาร์ในวันที่ 18 ธันวาคม คือหายไป 40.7 เปอร์เซ็นต์ภายในสองสัปดาห์ เหตุผลที่กระทบแรงขนาดนั้นเพราะในยุคนั้นปริมาณการซื้อขายส่วนใหญ่ของโลกอยู่บนเว็บเทรดจีน การตัดสะพานระหว่างธนาคารกับเว็บเทรดจึงเท่ากับตัดเส้นเลือดใหญ่ของตลาดทั้งตลาด
รอบที่สองคือเดือนกันยายน 2017 ซึ่งเป็นช่วงที่การระดมทุนด้วยเหรียญกำลังบูมทั่วโลก หน่วยงานรัฐหลายแห่งออกประกาศร่วมกันห้ามการระดมทุนด้วยเหรียญ จากนั้นศูนย์ซื้อขายในประเทศก็ทยอยปิดตัวตามกันภายในเดือนเดียว ราคาตอบสนองด้วยการลงจาก 4,733 ดอลลาร์ในวันที่ 1 กันยายน มาอยู่ที่ 3,216 ดอลลาร์ในวันที่ 15 กันยายน คือลง 32.0 เปอร์เซ็นต์
แต่สิ่งที่ต่างจากปี 2013 คือความเร็วในการฟื้น เพราะเมื่อถึงวันที่ 29 กันยายน 2017 ซึ่งเป็นช่วงที่เว็บเทรดจีนปิดกันเรียบร้อยแล้ว ราคากลับขึ้นมาอยู่ที่ 4,189 ดอลลาร์ นั่นคือภายในเดือนเดียวตลาดก็ซึมซับการหายไปของเว็บเทรดจีนได้เกือบหมด เพราะตอนนั้นสภาพคล่องกระจายไปอยู่นอกจีนมากแล้ว

ภาพ: สำเนาที่ Internet Archive เก็บไว้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2017 แบนเนอร์กลางหน้าประกาศว่าจะปิดการฝากเงินหยวนและสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่เที่ยงวันที่ 27 กันยายน ตามเวลาปักกิ่ง และตารางราคาด้านล่าง แสดงเป็นศูนย์ทุกเหรียญ ที่มา: Internet Archive
สิ่งที่รอบปี 2017 ยังไม่ได้แตะคือการขุด นักขุดจีนยังทำงานต่อได้อย่างสบาย เพราะมณฑลอย่างเสฉวนมีไฟฟ้าพลังน้ำเหลือใช้ในฤดูฝนจนขายในราคาถูกมาก ส่วนซินเจียงและมองโกเลียในมีถ่านหินราคาถูก ทั้งสองอย่างรวมกันทำให้ต้นทุนการขุดในจีนต่ำกว่าที่อื่นในโลกอย่างมีนัยสำคัญ ผลคือแม้การซื้อขายจะถูกไล่ออกนอกประเทศไปแล้ว การผลิตยังกระจุกอยู่ในจีนต่อไปอีกหลายปี
อีกปัจจัยที่ทำให้จีนครองการขุดคือฝั่งการผลิตเครื่อง ผู้ผลิตเครื่องขุดรายใหญ่ของโลกตั้งฐานอยู่ในจีน ทำให้นักขุดจีนได้เปรียบตั้งแต่ต้นทาง ทั้งเรื่องคิวรับเครื่องรุ่นใหม่ก่อนใคร ค่าขนส่งที่แทบเป็นศูนย์ และการซ่อมบำรุงที่หาอะไหล่กับช่างได้ในประเทศ ข้อได้เปรียบสามอย่างนี้รวมกับค่าไฟที่ถูกกว่า ทำให้ช่องว่างระหว่างนักขุดจีนกับนักขุดที่อื่นกว้างมากในช่วงปี 2015 ถึง 2020
25 ตุลาคม 2019 วันที่ผู้นำสูงสุดพูดถึงบล็อกเชน
ถ้าดูแค่ข่าวแบน จะเข้าใจผิดว่าจีนต่อต้านเทคโนโลยีนี้ทั้งหมด แต่วันที่ 25 ตุลาคม 2019 สำนักข่าวซินหัวซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐรายงานว่า สี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เน้นย้ำบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีบล็อกเชน ระหว่างการประชุมศึกษากลุ่มของกรมการเมือง และเรียกร้องให้เร่งการพัฒนาในด้านนี้
Xi Jinping, general secretary of the Communist Party of China (CPC) Central Committee, has underscored the important role of blockchain technology in the new round of technological innovation and industrial transformation, urging more efforts to quicken development in the sector.
แปลได้ว่า สี จิ้นผิง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เน้นย้ำบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีบล็อกเชนในคลื่นลูกใหม่ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม พร้อมเรียกร้องให้เร่งการพัฒนาในด้านนี้ ที่มา: รายงานของสำนักข่าวซินหัว ฉบับภาษาอังกฤษ ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2019

ภาพ: รายงานฉบับภาษาอังกฤษของสำนักข่าวซินหัวซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐ ลงเวลาไว้ว่า 2019-10-25 21:55:15 หัวข้อระบุว่า สี จิ้นผิง เน้นย้ำ การพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ที่มา: Xinhua ผ่าน Internet Archive
สิ่งที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือเขาพูดถึงบล็อกเชน ไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี ในรายงานฉบับนั้นระบุการประยุกต์ใช้ในด้านการเงินดิจิทัล อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง การผลิตอัจฉริยะ และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเน้นเรื่องการกำหนดมาตรฐานเพื่อเพิ่มอิทธิพลของจีนในเวทีโลก
เส้นแบ่งนี้คือกุญแจของทั้งเรื่อง จีนต้องการเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทที่รัฐควบคุมได้ แต่ไม่ต้องการเงินที่รัฐควบคุมไม่ได้ นโยบายที่ดูขัดแย้งกันในสายตาคนนอกจึงสอดคล้องกันสนิทเมื่อมองจากเส้นแบ่งนี้
ตลาดในตอนนั้นไม่ได้อ่านแบบนั้น แต่ตีความเป็นข่าวดีของคริปโตทันที ราคา Bitcoin อยู่ที่ 7,432 ดอลลาร์ในวันที่ 25 ตุลาคม 2019 แล้วขึ้นไปที่ 9,552 ดอลลาร์ในวันที่ 28 ตุลาคม คือบวก 28.5 เปอร์เซ็นต์ในสามวัน ส่วนราคาหุ้นจีนกลุ่มที่เกี่ยวกับบล็อกเชนก็พุ่งขึ้นในวันทำการถัดมาจนหน่วยงานต้องออกมาเตือนให้นักลงทุนใจเย็น
เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการอ่านข่าวนโยบายแบบเหมารวม คนจำนวนมากอ่านคำว่าบล็อกเชนแล้วแปลเป็นคริปโตโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ในบริบทของรัฐจีน สองคำนี้อยู่คนละฝั่งของเส้นแบ่งเรื่องอำนาจควบคุม และอีกหนึ่งปีครึ่งต่อมา ความต่างนั้นก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนที่สุด
21 พฤษภาคม 2021 คำสั่งที่เปลี่ยนแผนที่การขุดของโลก
วันที่ 21 พฤษภาคม 2021 คณะกรรมการเสถียรภาพและพัฒนาการเงินภายใต้คณะรัฐมนตรีจีน ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี หลิว เหอ เป็นประธาน ออกแถลงการณ์ที่มีถ้อยคำสั้นแต่หนักมาก คือให้ปราบปรามการขุดและการซื้อขาย Bitcoin เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะลามเข้าสู่ภาคการเงิน
สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การประกาศกลางอีกฉบับ แต่เป็นคำสั่งระดับมณฑลที่ทยอยออกในเดือนถัดมา มองโกเลียใน ชิงไห่ ซินเจียง ยูนนาน และเสฉวน สั่งให้ผู้ประกอบการเหมืองหยุดดำเนินการ บางแห่งถึงขั้นให้การไฟฟ้าตัดไฟให้เสร็จภายในกำหนดเวลา
ผลลัพธ์วัดได้จากข้อมูลจริง Cambridge Centre for Alternative Finance เก็บส่วนแบ่งกำลังขุดรายประเทศจากที่ตั้งไอพีของเครื่องขุดที่เชื่อมเข้าเหมืองรวมที่ร่วมโครงการ ตัวเลขของจีนแผ่นดินใหญ่เล่าเรื่องได้ครบในเส้นเดียว
ก่อนการปราบปราม
75.50%
ลงเป็นศูนย์
0%
กลับขึ้นมา
21.10%
จุดที่ต้องอ่านให้ถูกมีสามจุด
- ก่อนเริ่มลด จีนอยู่ที่ 75.5 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนกันยายน 2019 ซึ่งเป็นจุดแรกของชุดข้อมูล คือเครื่องขุดสามในสี่ของโลกกระจุกอยู่ในประเทศเดียว
- เดือนพฤษภาคม 2021 ซึ่งเป็นเดือนที่มีคำสั่ง ตัวเลขอยู่ที่ 44.0 เปอร์เซ็นต์ คือลดลงมาแล้วครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุด ก่อนคำสั่งจะออกด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งเพราะนักขุดเริ่มย้ายออกตั้งแต่มีสัญญาณ
- เดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2021 ตัวเลขเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต้องอ่านอย่างระวัง จะอธิบายต่อในหัวข้อถัดไปว่ามันไม่ได้แปลว่าเครื่องขุดหายไปจากประเทศจริงๆ
สิ่งที่ตัวเลขไม่ได้เล่าคือความปั่นป่วนในระดับพื้นที่ การขุดในจีนไม่ได้อยู่นิ่งกับที่มาตั้งแต่ต้น เพราะเหมืองจำนวนมากย้ายตามฤดูกาลอยู่แล้ว คือเข้าเสฉวนและยูนนานในฤดูฝนเพื่อใช้ไฟฟ้าพลังน้ำที่เหลือใช้จนราคาถูกมาก แล้วย้ายกลับซินเจียงหรือมองโกเลียในช่วงฤดูแล้งเพื่อใช้ไฟจากถ่านหิน คำสั่งกลางปี 2021 จึงมาตกในจังหวะที่หลายเหมืองเพิ่งขนเครื่องเข้าพื้นที่ฤดูฝนเสร็จ
ผลคือผู้ประกอบการต้องตัดสินใจภายในไม่กี่สัปดาห์ว่าจะเลิกกิจการ ขายเครื่องทิ้ง หรือหาทางขนเครื่องหลายหมื่นเครื่องออกนอกประเทศ ในทางปฏิบัติ การขนเครื่องขุดข้ามประเทศไม่ใช่แค่เรื่องขนส่ง แต่ต้องมีโรงเรือน ระบบไฟฟ้า และใบอนุญาตรออยู่ที่ปลายทางด้วย ซึ่งไม่มีประเทศไหนเตรียมของพวกนี้ไว้ล่วงหน้าสำหรับกำลังขุดระดับครึ่งโลก
24 กันยายน 2021 ปิดประตูบานสุดท้าย
สี่เดือนต่อมา ธนาคารกลางจีนออกประกาศฉบับที่ปิดช่องที่เหลือทั้งหมด ชื่อเอกสารคือประกาศเรื่องการป้องกันและจัดการความเสี่ยงจากการเก็งกำไรในการซื้อขายสกุลเงินเสมือน ลงวันที่ 24 กันยายน 2021 ออกร่วมกับหน่วยงานรัฐอีกหลายแห่งตามที่รายงานข่าวระบุตรงกัน

ภาพ: หน้าประกาศบนเว็บของธนาคารกลางจีนเอง ลงเวลาไว้ว่า 2021-09-24 17:00:01 หัวข้อคือประกาศเรื่องการป้องกันและจัดการความเสี่ยงจากการเก็งกำไร ในการซื้อขายสกุลเงินเสมือน ที่มา: pbc.gov.cn ผ่าน Internet Archive
สาระที่อ่านได้จากตัวประกาศเองมีสามชั้น
- สกุลเงินเสมือนไม่มีสถานะทางกฎหมายเทียบเท่าเงินตรา และไม่ควรและไม่สามารถใช้หมุนเวียนในตลาดในฐานะเงินได้
- กิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย ทั้งการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตรากับสกุลเงินเสมือน การเป็นคู่สัญญาซื้อขาย การเป็นตัวกลางจับคู่ และการออกเหรียญ โดยให้ห้ามอย่างเคร่งครัดและปราบปรามตามกฎหมาย
- แพลตฟอร์มต่างประเทศที่ให้บริการคนในประเทศผ่านอินเทอร์เน็ตก็เข้าข่ายเดียวกัน และพนักงานในจีนที่ทำงานให้แพลตฟอร์มเหล่านั้นก็ต้องรับผิดชอบด้วย
ชั้นที่สามคือชั้นที่เปลี่ยนเกมจริง เพราะรอบปี 2017 คนจีนยังใช้เว็บเทรดต่างประเทศได้ แต่รอบนี้กติกาไล่ไปถึงพนักงานที่นั่งทำงานอยู่ในประเทศ ผลคือเว็บเทรดใหญ่หลายเจ้าประกาศหยุดรับผู้ใช้จากจีนแผ่นดินใหญ่ภายในไม่กี่เดือน และทีมงานจำนวนมากที่เคยตั้งอยู่ในจีนก็ย้ายฐานไปสิงคโปร์ ดูไบ และฮ่องกง
เรื่องนี้มีผลข้างเคียงที่คนนอกวงการมักไม่เห็น คือบุคลากรที่เคยสร้างอุตสาหกรรมนี้ในจีนไม่ได้หายไป แต่กระจายออกไปตั้งบริษัทใหม่ในเมืองอื่น หลายโครงการที่คนไทยรู้จักดีในวันนี้มีรากมาจากทีมที่ย้ายออกจากจีนในช่วงนั้น การอ่านมาตรการนี้ว่าเป็นการทำลายอุตสาหกรรมจึงไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดคือการย้ายที่ตั้งของอุตสาหกรรม ไม่ใช่การหายไปของมัน
ตลาดตอบสนองอย่างไร คำตอบอาจไม่ตรงกับที่คิด
ถ้าถามว่าข่าวจีนทำราคาร่วงไหม คำตอบขึ้นอยู่กับว่าถามถึงข่าวรอบไหน และนี่คือจุดที่ข้อมูลจริงขัดกับความทรงจำของคนจำนวนมาก
เหตุผลที่ความทรงจำคลาดเคลื่อนได้ง่ายคือปี 2021 มีข่าวจีนหลายระลอกในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งแถลงการณ์ของสมาคมภาคการเงินในกลางเดือนพฤษภาคม คำสั่งของคณะกรรมการระดับชาติในวันที่ 21 พฤษภาคม คำสั่งระดับมณฑลตลอดเดือนมิถุนายน และประกาศของธนาคารกลางในเดือนกันยายน เมื่อนึกย้อนกลับไปหลายปี ทั้งหมดนี้ถูกจำรวมกันเป็นก้อนเดียวว่าจีนแบนแล้วราคาพัง ทั้งที่แต่ละระลอกมีผลต่างกันมาก วิธีแก้คือดูราคาปิดรายวันจริงเรียงตามวันที่
$56,428
จีนประกาศปราบการขุด
$40,784
จีนประกาศห้ามเด็ดขาด
$44,889
$64,839
ไล่ตามวันที่แล้วจะเห็นภาพชัด
- 11 พฤษภาคม 2021 ราคาอยู่ที่ 55,884 ดอลลาร์ ก่อนข่าวจีนรอบนั้นจะเริ่ม
- 21 พฤษภาคม 2021 ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่งปราบปราม ราคาอยู่ที่ 40,784 ดอลลาร์ คือหายไปแล้วราวหนึ่งในสี่ภายในสิบวัน
- 21 กรกฎาคม 2021 ราคาลงไปต่ำสุดของรอบที่ 29,790 ดอลลาร์ ซึ่งตรงกับช่วงที่กำลังขุดหายไปมากที่สุด
- 23 กันยายน 2021 ราคาอยู่ที่ 43,605 ดอลลาร์ และวันที่ 24 กันยายน ซึ่งเป็นวันประกาศห้ามเด็ดขาด ราคาอยู่ที่ 44,889 ดอลลาร์ คือขึ้น ไม่ใช่ลง
- 9 พฤศจิกายน 2021 ราคาทำจุดสูงสุดของรอบที่ 67,562 ดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึงสองเดือนหลังประกาศที่ถูกเรียกว่าการแบนที่เด็ดขาดที่สุด
คำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดคือรอบเดือนพฤษภาคมเป็นข่าวที่ตลาดไม่ได้คาดไว้ และกระทบฝั่งการผลิตโดยตรง ส่วนรอบเดือนกันยายนเป็นการยืนยันสิ่งที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว บวกกับตอนนั้นนักขุดย้ายออกไปเกือบหมดแล้ว ข่าวจึงไม่เหลืออะไรให้ทำลาย นี่เป็นบทเรียนที่ใช้ได้กว้างกว่าเรื่องจีน คือข่าวร้ายที่ตลาดรู้ล่วงหน้าแล้วมักไม่ใช่ข่าวร้ายในทางราคา
แล้วทำไมกำลังขุดของจีนถึงกลับมา
กลับมาที่ตัวเลขศูนย์ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2021 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในตัวเลขที่ถูกอ้างผิดบ่อยที่สุดในวงการ หลายคนอ่านว่าจีนไม่เหลือเครื่องขุดแม้แต่เครื่องเดียว ซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวเลขวัดได้จริง
วิธีวัดของชุดข้อมูลนี้คือดูที่ตั้งไอพีของเครื่องที่เชื่อมเข้าเหมืองรวมที่ร่วมโครงการ ดังนั้นสิ่งที่มันวัดได้คือไอพีที่มองเห็น ไม่ใช่เครื่องที่มีอยู่จริง เมื่อการขุดกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย นักขุดที่ยังทำต่อย่อมไม่เชื่อมตรงด้วยไอพีจีน แต่ใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือนหรือเซิร์ฟเวอร์ตัวกลางในต่างประเทศแทน ตัวเลขจึงลงไปเป็นศูนย์ก่อน แล้วค่อยกลับขึ้นมาที่ 22.3 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกันยายน 2021 เมื่อผู้เก็บข้อมูลปรับวิธีจำแนกและนักขุดบางส่วนกลับมาเชื่อมตามปกติ

ภาพ: เครื่องขุดที่เคยกระจุกอยู่ในมณฑลที่มีไฟฟ้าราคาถูกของจีน ย้ายออกไปยังสหรัฐอเมริกา คาซัคสถาน และรัสเซียเป็นหลัก ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงขุดอยู่ในประเทศโดยไม่เปิดเผยที่ตั้ง กล่องมณฑลในภาพยกมาเป็นตัวอย่าง รายชื่อครบทั้งห้ามณฑลอยู่ในเนื้อหา
ส่วนเครื่องที่ย้ายออกจริงก็ย้ายไปไม่กี่แห่ง ปลายทางหลักคือสหรัฐอเมริกาซึ่งมีไฟฟ้าราคาสมเหตุสมผลกับกฎหมายที่คาดเดาได้ คาซัคสถานซึ่งอยู่ติดชายแดนและมีถ่านหินถูก และรัสเซียซึ่งมีทั้งไฟฟ้าเหลือและอากาศหนาวที่ช่วยเรื่องการระบายความร้อน ผลระยะยาวคือกำลังขุดของโลกกระจายตัวมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่คนออกคำสั่งคงไม่ได้ตั้งใจ
การย้ายครั้งนั้นไม่ได้ราบรื่น เครื่องขุดหลายแสนเครื่องต้องถูกถอด บรรจุ ขนขึ้นเรือหรือเครื่องบิน ผ่านพิธีการศุลกากร แล้วไปรอโรงเรือนที่ปลายทางซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ ช่วงเวลาที่เครื่องอยู่ในลังคือช่วงที่มันไม่ทำเงินเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ค่าเช่าโกดังกับดอกเบี้ยยังเดินอยู่ นี่คือเหตุผลที่ตลาดเครื่องขุดมือสองล้นทะลักในช่วงปลายปี 2021 และราคาเครื่องรุ่นเก่าตกอย่างหนัก
คาซัคสถานเองก็เจอผลข้างเคียงตามมาไม่นาน เพราะกำลังขุดที่ไหลเข้าไปเร็วเกินกว่าที่ระบบไฟฟ้าจะรองรับ ทำให้เกิดปัญหาไฟตกและการจำกัดการจ่ายไฟให้ผู้ประกอบการเหมืองในเวลาต่อมา บทเรียนคือการย้ายกำลังขุดไม่ใช่แค่ย้ายเครื่อง แต่คือการย้ายภาระของระบบไฟฟ้าไปด้วย ซึ่งประเทศปลายทางต้องรับมือเอง
ตัวเลขล่าสุดของชุดข้อมูลนี้อยู่ที่เดือนมกราคม 2022 ซึ่งจีนอยู่ที่ 21.1 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นผู้จัดทำหยุดเผยแพร่ชุดรายประเทศไปช่วงหนึ่ง จึงยังไม่มีตัวเลขทางการที่เทียบกันได้ตรงๆ สำหรับปีหลังจากนั้น ใครที่เห็นตัวเลขส่วนแบ่งของจีนในปีล่าสุดจากแหล่งอื่น ควรดูก่อนว่าวัดด้วยวิธีไหน
จีนไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่ต้องการถือกุญแจเอง
ในปีเดียวกับที่ปราบปรามการขุด จีนเดินหน้าหยวนดิจิทัลอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเงินที่ธนาคารกลางออกเองในรูปแบบดิจิทัล ต่างจาก Bitcoin ตรงที่ผู้ออกมีตัวตนชัดเจน ปริมาณกำหนดได้โดยผู้ออก และธุรกรรมตรวจสอบย้อนหลังได้โดยรัฐ
ถ้ามองจากเส้นแบ่งที่พูดถึงตั้งแต่ต้น ภาพจะไม่ขัดกันเลย จีนสนับสนุนบัญชีแยกประเภทแบบดิจิทัลที่รัฐเป็นผู้ควบคุม และปฏิเสธเงินที่ไม่มีใครควบคุม คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ว่าจีนชอบหรือเกลียดบล็อกเชน แต่คือใครถือกุญแจของระบบนั้น
อีกภาพที่น่าสนใจคือฮ่องกง ซึ่งอยู่ภายใต้อธิปไตยของจีนแต่ใช้ระบบกฎหมายของตัวเอง ตั้งแต่ปี 2023 ฮ่องกงเปิดให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลขอใบอนุญาตและให้บริการนักลงทุนรายย่อยได้ ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของฮ่องกง แปลว่าในประเทศเดียวกันมีสองแนวทางที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงเดินคู่กันอยู่
แล้วไทยเลือกทางไหน
ไทยเลือกเส้นทางที่ต่างจากจีนอย่างชัดเจน คือกำกับที่ตัวกลาง ไม่ใช่ห้ามกิจกรรม พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจอย่างศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับ ขณะที่การถือและการซื้อขายของประชาชนผ่านผู้ได้รับใบอนุญาตทำได้ตามกรอบกฎหมาย

ภาพ: หน้ารายชื่อผู้ได้รับใบอนุญาตบนเว็บของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งเป็นรูปธรรมของแนวทางกำกับที่ตัวกลาง ต่างจากแนวทางห้ามกิจกรรมทั้งหมด ที่มา: สำนักงาน ก.ล.ต.
ผลในทางปฏิบัติที่เห็นได้คือคนไทยยังเข้าถึงตลาดได้ผ่านช่องทางที่ตรวจสอบได้ และหน่วยงานรัฐยังเห็นเส้นทางเงินผ่านผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาต ต่างจากแนวทางห้ามทั้งหมดที่มีแนวโน้มผลักกิจกรรมลงใต้ดินจนมองไม่เห็น ข้อมูลนี้เพื่อประกอบการทำความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายที่ผ่านทนายความ และไม่ใช่การชี้ชวนให้ลงทุน
คำถามที่พบบ่อย
ตกลงจีนแบนคริปโตสำเร็จหรือไม่
ถ้าวัดจากเป้าหมายที่ประกาศไว้คือกันความเสี่ยงออกจากระบบการเงินในประเทศ ถือว่าได้ผลมาก เพราะศูนย์ซื้อขายในประเทศหายไปจริงและธนาคารไม่ยุ่งด้วยจริง แต่ถ้าวัดจากการทำให้กิจกรรมหายไป ถือว่าไม่สำเร็จ เพราะข้อมูลกำลังขุดชี้ว่ายังมีการขุดในประเทศต่อเนื่อง และตัวเครือข่ายก็ไม่ได้รับผลกระทบถาวรใดๆ
คนจีนวันนี้ถือ Bitcoin ผิดกฎหมายหรือไม่
ประกาศปี 2021 มุ่งไปที่กิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การให้บริการซื้อขาย การเป็นตัวกลาง และการออกเหรียญ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย ส่วนสถานะของการถือครองโดยบุคคลเป็นประเด็นที่ต้องดูคำวินิจฉัยของศาลเป็นรายกรณี บทความนี้จึงไม่ฟันธงแทน
ทำไมข้อมูล Cambridge ถึงหยุดที่ปี 2022
เพราะชุดข้อมูลรายประเทศต้องพึ่งความร่วมมือของเหมืองรวมที่ยอมแบ่งข้อมูลที่ตั้งไอพี เมื่อการขุดในจีนกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย คุณภาพของข้อมูลก็ลดลงจนผู้จัดทำหยุดเผยแพร่ชุดนั้นไปช่วงหนึ่ง นี่เป็นเหตุผลที่บทความนี้อ้างตัวเลขเฉพาะช่วงที่ชุดข้อมูลครอบคลุมจริง และเขียนกำกับไว้ทุกครั้ง
ถ้าจีนกลับลำมาเปิดรับคริปโต จะเกิดอะไรขึ้น
คำถามนี้ตอบแบบคาดเดาไม่ได้ และบทความนี้ไม่ตอบแทน สิ่งที่พูดได้จากหลักฐานคือเส้นแบ่งที่จีนใช้มาตลอดสิบกว่าปีคือเรื่องอำนาจควบคุม ไม่ใช่เรื่องความชอบหรือไม่ชอบเทคโนโลยี ตราบใดที่เส้นแบ่งนั้นยังอยู่ การกลับลำแบบเปิดเสรีเต็มรูปแบบก็ยังไม่สอดคล้องกับกรอบเดิม ส่วนแนวทางแบบฮ่องกงที่เปิดภายใต้ใบอนุญาตเข้มงวดต่างหากที่สอดคล้องกว่า
มีบทเรียนอะไรสำหรับคนไทย
บทเรียนที่ตรงที่สุดคือเวลาเห็นพาดหัวว่าประเทศใหญ่แบนคริปโต ให้ถามต่อสามคำถามก่อนตัดสินใจ คือแบนอะไรกันแน่ ระหว่างการขุด การซื้อขาย หรือการถือ แบนกับใคร ระหว่างผู้ประกอบการกับประชาชน และตลาดรู้ข่าวนี้มาก่อนแล้วหรือยัง สามคำถามนี้แยกข่าวที่มีน้ำหนักออกจากข่าวที่แค่เสียงดังได้เกือบทุกครั้ง
สรุป
เรื่องจีนกับคริปโตไม่ใช่เรื่องของการแบนครั้งเดียวจบ แต่เป็นการไล่ปิดช่องทีละช่องมาสิบกว่าปี เริ่มจากกันสถาบันการเงินออกในปี 2013 ปิดศูนย์ซื้อขายในประเทศปี 2017 ไล่การขุดออกปี 2021 และปิดช่องเว็บต่างประเทศในปีเดียวกัน โดยมีนโยบายสนับสนุนบล็อกเชนที่รัฐควบคุมได้เดินคู่กันตลอดทาง
สิ่งที่ข้อมูลบอกเราคือมาตรการเหล่านี้เปลี่ยนที่ตั้งของกิจกรรมได้จริง แต่ไม่ได้เปลี่ยนการมีอยู่ของมัน กำลังขุดที่เคยกระจุกอยู่ในประเทศเดียวถูกกระจายไปทั่วโลก ซึ่งทำให้เครือข่ายพึ่งพาเขตอำนาจเดียวน้อยลงกว่าเดิม อ่านเรื่องกลไกที่ทำให้กำลังขุดย้ายไปไหนก็ได้โดยเครือข่ายไม่สะดุดต่อได้ที่บทความ Proof of Work คืออะไร และอ่านภาพรวมของศูนย์ซื้อขายทั่วโลกได้ที่ ประวัติเว็บเทรดคริปโต