ไปต่อไม่ไหว! ZeroLend ประกาศปิดตัวถาวร ชี้เครือข่าย Layer 2 ขาดสภาพคล่องและไม่คุ้มทุน
ZeroLend โปรโตคอลกู้ยืมแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Lending Protocol) ที่เคยโดดเด่นบนเครือข่าย Layer 2 ได้ประกาศยุติการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ โดย "Ryker" ผู้ก่อตั้งโปรโตคอลระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้มาจากสภาวะที่ตัวโปรโตคอล "ไม่สามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป" ในรูปแบบปัจจุบัน หลังจากพยายามสร้างและบริหารจัดการมานานกว่า 3 ปี
สาเหตุหลักที่ทำให้ ZeroLend ต้องปิดฉาก มาจากปัญหาเรื่องสภาพคล่อง (Liquidity) ในหลายบล็อกเชนที่โปรโตคอลรองรับ ซึ่งเริ่มไม่มีผู้ใช้งานและขาดความเคลื่อนไหว นอกจากนี้ บริการ Oracle ที่คอยป้อนข้อมูลราคาได้หยุดให้การสนับสนุนในบางเครือข่าย ส่งผลให้การบริหารจัดการตลาดกู้ยืมทำได้ยากและไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนจนต้องแบกภาระขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบจากการเปลี่ยนทิศทางของ Ethereum และภัยไซเบอร์
การปิดตัวของ ZeroLend เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่น่าสนใจ หลังจากที่ วิทาลิก บูเทริน (Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เพิ่งออกมากล่าวว่าวิสัยทัศน์เรื่องการขยายสเกลด้วย Layer 2 แบบเดิม "เริ่มไม่สมเหตุสมผล" และหันไปให้ความสำคัญกับการขยายสเกลบน Mainnet แทน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโปรโตคอลที่เน้นให้บริการบน Layer 2 อย่าง ZeroLend
นอกจากปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว Ryker ยังระบุว่าโปรโตคอลตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพและแฮ็กเกอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรวมกับอัตรากำไร (Margin) ที่ค่อนข้างบางและความเสี่ยงที่สูงของธุรกิจกู้ยืม ทำให้โปรโตคอลต้องเผชิญกับช่วงเวลาขาดทุนที่ยาวนานเกินกว่าจะแบกรับไหว
แนวทางการคืนเงินและสถานะเหรียญ ZERO
ทาง ZeroLend ได้ออกคำเตือนอย่างจริงจังให้ผู้ใช้ทุกคนเร่งถอนสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ออกจากแพลตฟอร์มโดยด่วน อย่างไรก็ตาม มีสินทรัพย์บางส่วนที่อาจติดค้างอยู่ในบล็อกเชนที่สภาพคล่องเสื่อมถอยอย่างรุนแรง ซึ่งทางทีมงานกำลังเตรียมอัปเกรด Smart Contract เพื่อหาทางกระจายสินทรัพย์ที่ติดค้างเหล่านั้นคืนแก่เจ้าของ
ในส่วนของเหตุการณ์ถูกเจาะระบบ (Exploit) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วบนเครือข่าย Base ทางทีมงานระบุว่าจะมีการนำเหรียญจากการทำ Airdrop ที่ทีมได้รับ มาใช้ชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้ใช้บางส่วน ทั้งนี้ ข้อมูลจาก DefiLlama พบว่ามูลค่าสินทรัพย์รวม (TVL) ของ ZeroLend ดิ่งลงจากจุดสูงสุดที่ 359 ล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 6.6 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ขณะที่เหรียญ ZERO ร่วงลงกว่า 34% ทันทีหลังทราบข่าวและเกือบไร้มูลค่าเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในอดีต
อ้างอิง : cointelegraph.com
เร็ว แรง ทันโลกดิจิทัลที่ Bitcoin Addict