Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

BlackRock–Fidelity เตรียมบุก! ETF ที่แจกผลตอบแทนจาก Staking จ่อเกิด หลังสหรัฐฯ เปิดทาง
06 June 2025ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

BlackRock–Fidelity เตรียมบุก! ETF ที่แจกผลตอบแทนจาก Staking จ่อเกิด หลังสหรัฐฯ เปิดทาง

รายงานล่าสุดระบุว่า กองทุน ETF ที่ออกแบบให้ผู้ถือได้รับผลตอบแทนจากการ Staking กำลังจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากทิศทางนโยบายใหม่ของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น

โดยมี 2 ประเด็นสำคัญที่ผลักดันความชัดเจนนี้:

  1. ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ออกแถลงเมื่อ 29 พฤษภาคม ว่า “การ Staking ไม่ถือเป็นการขายหลักทรัพย์” หากผู้ใช้ยังคงมีสิทธิความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ของตน และได้รับการเปิดเผยความเสี่ยงอย่างเหมาะสม — ไม่ว่าจะเป็นการ Stake แบบเดี่ยว แบบมอบหมาย หรือผ่านบริการดูแลทรัพย์สิน (custodial)
  2. ร่างกฎหมาย “Digital Asset Market Clarity Act” หรือ CLARITY Act ที่เสนอโดยสองพรรคการเมือง จะเปลี่ยนการกำกับดูแลการซื้อขายเหรียญในตลาดรองไปอยู่ภายใต้ CFTC (แทน SEC) ขณะที่การระดมทุนในช่วงแรกยังอยู่ภายใต้การดูแลของ SEC เช่นเดิม

ทั้งสองประกาศนี้ออกมาในวันเดียวกัน และสร้างแรงหนุนต่อแนวคิด ETF ที่สามารถ “รวมผลตอบแทนจากการ Stake” ไว้ในตัวผลิตภัณฑ์

แม้จนถึงวันที่ 4 มิถุนายน ยังไม่มี ETF ประเภทนี้ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่หลายบริษัทใหญ่ เช่น BlackRock, Fidelity และ Bitwise กำลังเตรียมตัวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ โดยเน้นเหรียญใหญ่ที่มีการ Stake สูง เช่น Ethereum (ETH), Solana (SOL), BNB รวมถึงโปรโตคอล staking อย่าง LIDO

ETF ที่ให้ Yield อาจดึงดูดนักลงทุนมากกว่าหุ้น

รายงานยังวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า หากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน ยังคงคลุมเครือ และสภาสหรัฐฯ ผ่อนคลายภาษีคริปโตในร่างกฎหมายใหม่ ก็อาจทำให้ Bitcoin กลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมได้อีกครั้ง และเหรียญที่ Stake ได้จะได้รับแรงเสริมจากกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน

แม้ในกรณีที่ตลาดหุ้นถูกกดดันจากการขึ้นภาษี ETF ที่มีผลตอบแทนจาก staking ก็ยังอาจทำได้ดีกว่าหุ้นทั่วไป เพราะมี "Yield" มาช่วยชดเชยความผันผวนของราคา

ข้อมูลจาก DefiLlama ชี้ว่า:

  • ETH และ LIDO ให้ผลตอบแทนราว 2.5%–3% ต่อปี
  • SOL มี Yield อยู่ที่ 6.5%–8%
  • BNB มีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 2.1% (ตาม Staking Rewards)

ทำไม ETF ที่มี Yield จาก Staking ถึงน่าสนใจ?

รายงานยังชี้ว่า ตลาดหุ้นดั้งเดิมกำลังให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่ต่ำลง โดยเฉพาะเมื่อ Premium ของความเสี่ยงในหุ้นลดต่ำกว่า 2.5% และความผันผวนของตลาดก็อยู่ในระดับต่ำ

ETF ที่มีระบบ Staking จึงน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะให้โอกาสรับผลตอบแทนแบบ passive โดยไม่ต้องพึ่งรายได้หรือกำไรจากบริษัทเอกชน

สรุปโดย Nansen: การที่กฎหมายชัดเจนขึ้น + มีโอกาสกระจายการลงทุน + นักลงทุนต้องการรายได้แบบ on-chain = เปิดทางให้ ETF รูปแบบใหม่เติบโต พร้อมส่งผ่านผลตอบแทน Staking ไปยังผู้ถือหน่วยลงทุน

อ้างอิง :cryptoslate.com
ภาพ