Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

"กาวคริปโต" แฉเบื้องหลัง "แอคมี่" ฟ้องปิดปาก 100 ล้าน ศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้อง ก่อนโจทก์หนีซุกดูไบ
18 March 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

"กาวคริปโต" แฉเบื้องหลัง "แอคมี่" ฟ้องปิดปาก 100 ล้าน ศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้อง ก่อนโจทก์หนีซุกดูไบ

"ต้อง กาวคริปโต" เปิดใจครั้งแรก! แฉทุกเบื้องหลังคดีถูก "แอ็คมี่ วรวัฒน์" ฟ้องหมิ่นประมาท 1 ใน 112 คดีปิดปากที่ศาลยกฟ้องแทบทุกคดี

Meta Description: "ต้อง กาวคริปโต" เปิดใจแฉทุกเรื่องหลังถูก "แอ็คมี่ วรวัฒน์" ฟ้องหมิ่นประมาทเรียก 100 ล้านดอลลาร์ เผยหลักฐาน Certik วิจารณ์กราฟ Rug Pull ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ลุ้นอุทธรณ์


สรุปสั้นๆ

"ต้อง กาวคริปโต" ยูทูปเบอร์และนักวิเคราะห์คริปโตชื่อดัง ออกมาเปิดเผยรายละเอียดทุกขั้นตอนของคดีที่ถูกนายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ "แอ็คมี่ วรวัฒน์" ฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตั้งแต่ปี 2565 จากคลิปวิจารณ์กราฟราคาเหรียญ ACT เขาคือ 1 ใน 112 คดีที่แอ็คมี่ยื่นฟ้องปิดปากผู้วิจารณ์ในชุมชนคริปโต ซึ่งศาลชั้นต้นยกฟ้องในคดีของเขา และปัจจุบันอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์ ขณะที่แอ็คมี่เองหนีออกนอกประเทศและถูกออก Red Notice ผ่าน Interpol แล้ว


ย้อนบริบท: "แอ็คมี่" กับ 112 คดีปิดปาก ก่อนจะถึงตาถูกฟ้อง

ก่อนจะเข้าใจว่า "ต้อง กาวคริปโต" เป็นใครในเรื่องนี้ ต้องทำความเข้าใจภาพรวมก่อน

หลังจากมีหมายจับและถูกกล่าวหาว่าหลอกลงทุนคริปโตมูลค่ากว่าพันล้านบาท นายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ "แอ็คมี่" ได้โพสต์เฟซบุ๊กโต้กลับครั้งแรก พร้อมประกาศยื่นฟ้องหมิ่นประมาทสวน ทว่าข้อมูลจากเอกสารศาลที่มีการตรวจสอบมานานแล้วชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาใช้กระบวนการทางกฎหมายในลักษณะนี้

ข้อมูลจากการตรวจสอบเอกสารที่ศาลอาญาโดยผู้เสียหายรายหนึ่งตั้งแต่ช่วงปี 2564–2565 พบว่า นายวรวัฒน์ได้ยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผู้ที่วิจารณ์ธุรกิจของเขาในกลุ่มโซเชียลมีเดียรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 คดี

หลายคดีมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ ยื่นฟ้องที่ศาลเดียวกัน ทนายชุดเดิม เรียกค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี พร้อมให้จำเลยลงโฆษณาขอโทษในสื่อที่โจทก์กำหนดเป็นเวลา 30 วันต่อเนื่อง โดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งคำฟ้องมีข้อความคล้ายคลึงกันมาก

ข้อความที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทในครั้งนั้นส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์สั้นๆ ในชุมชนนักลงทุน เช่น "เป็นมิจค่ะ" "ลอกชื่อไม่เท่าไหร่ ลอกโลโก้มาด้วยนี่ดี" "ระวังนะครับ ประวัติไม่ค่อยดีจากฟอเร็กซ์" บางคดีจำเลยถูกฟ้องเพียงเพราะแชร์โพสต์ฉลองครบรอบความรักของโจทก์

และ "ต้อง กาวคริปโต" ก็คือ 1 ในผู้ถูกฟ้องกลุ่มนั้น ที่เลือกจะสู้จนถึงที่สุด ไม่ยอมถอย


จุดเริ่มต้น: ไม่รู้จักกัน จนกระทั่งมีหมาย

"ต้อง กาวคริปโต" ระบุชัดเจนว่าตนไม่เคยรู้จักนายวรวัฒน์มาก่อนในชีวิต จนกระทั่งมีหมายเรียกจากศาล และยืนยันว่าไม่มีความเกลียดชังส่วนตัว เพราะเริ่มต้นจากการไม่รู้จักกันเลย

จุดเริ่มต้นของคดีมาจากการที่ผู้ติดตามช่อง "กาวคริปโต" ส่งคลิปกราฟราคาเหรียญ "ลิงดำ" หรือ ACT Token (สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยบริษัทในเครือของนายวรวัฒน์) มาให้ดู พร้อมถามว่า "พี่ เหรียญนี้มันเป็นยังไง ทำไมกราฟเป็นแบบนี้" — ซึ่งสิ่งที่ปรากฏในกราฟนั้นคือ ราคาร่วงลงถึง 80% ในเวลาเพียง 5 นาที

พฤติกรรมราคาแบบนี้ในวงการเรียกกันว่า Rug Pull (การดึงสภาพคล่องออกจากตลาดอย่างฉับพลัน ทำให้ราคาดิ่งหนักและนักลงทุนไม่ทันตั้งตัว ใช้ในทั้งตลาดหุ้น ทองคำ และคริปโตเหมือนกัน) "ต้อง" เน้นว่าคำนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นสแกม (Scam) หรือการหลอกลวงโดยตรง เพราะเป็นคำศัพท์เทคนิคสากลที่ใช้บรรยายลักษณะการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ใช่การกล่าวหาบุคคล

สำคัญกว่านั้น ในคลิปดังกล่าว "ต้อง" ไม่ได้พูดถึงชื่อของนายวรวัฒน์แม้แต่คำเดียว เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าของเหรียญคือใคร รู้แค่ว่าเป็น "เหรียญลิงดำ"


โครงสร้างคำฟ้อง: ผูกชื่อตัวเองกับชื่อเหรียญให้เป็นสิ่งเดียวกัน

กลยุทธ์ในคำฟ้องที่ฝ่ายโจทก์ใช้คือการพยายามสร้างหลักการว่า "เหรียญ ACT" กับ "วรวัฒน์ นาคแนวดี" คือสิ่งเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะเขาเป็นผู้ก่อตั้ง ดังนั้นการวิจารณ์เหรียญจึงเท่ากับวิจารณ์ตัวเขา

ด้วยหลักการนี้ นายวรวัฒน์ในฐานะโจทก์ยื่นฟ้อง "ต้อง" ในข้อหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328) โดยอ้างว่าตนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากคลิปดังกล่าว และเรียกค่าเสียหายในคำฟ้องสูงถึง 10 ล้านถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — หน่วยเป็น ดอลลาร์ ไม่ใช่บาท

"ต้อง" เล่าว่าคำฟ้องมีความยาวถึง 3 แผ่น แต่เนื้อหาวกไปวนมาจนแทบจับต้นชนปลายไม่ได้ สรุปใจความได้แค่ว่า "ชื่อเหรียญกับชื่อเขาคือชื่อเดียวกัน และผมไปด่าเขา" เท่านั้นเอง


สัญญาณที่บอกว่านี่คือ "การฟ้องปิดปาก"

ก่อนขึ้นศาล "ต้อง" สังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติหลายอย่างจากฝ่ายโจทก์

ประการแรก ทนายความของฝ่ายโจทก์ติดต่อมา เซ้าซี้อย่างหนัก เพื่อขอให้ยอมความและลบคลิป โดย "ต้อง" ยื่นข้อเสนอกลับไปว่า ถ้าถอนฟ้องก่อน จะลบคลิปให้ทันที — ฝ่ายโจทก์ปฏิเสธ

ประการที่สอง เงื่อนไขที่ฝ่ายโจทก์ต้องการในการยอมความของ ทุกคดีทั้ง 112 คดี มีรูปแบบเหมือนกันคือ ให้จำเลยจ่ายเงิน 300,000 บาท พร้อมลงโฆษณาเนื้อหาเชิงบวกเกี่ยวกับโจทก์ในสื่อที่โจทก์กำหนด เป็นเวลา 30 วันต่อเนื่อง โดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายเอง

"ต้อง" ชี้ว่าพฤติกรรมนี้ไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิ์โดยสุจริต แต่คือการสร้าง โปรไฟล์สาธารณะ ควบคู่ไปกับการ ปิดปากผู้วิจารณ์ ไปพร้อมกัน เพราะถ้าแพ้คดีหรือถอนฟ้อง ฝ่ายโจทก์ก็ได้ค่ายอมความไปแล้ว ถ้าชนะก็ยิ่งดี

ประการที่สาม จำนวนผู้ถูกฟ้องสูงผิดปกติมาก ในกรณีของ "ต้อง" เขาเป็น 1 ในผู้ถูกฟ้อง มากกว่า 150 ราย จากเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่ง "ต้อง" ระบุว่า "คนปกติที่จะฟ้องหมิ่นประมาทไม่ฟ้องเยอะขนาดนี้ ถ้าใช้สิทธิ์โดยชอบธรรม"


วันไต่สวน: บอดี้การ์ด 13 คน และคำพูดที่ศาลต้องตักเตือน

วันไต่สวนคดีนัดแรก "ต้อง" ต้องนั่งรอพร้อมทนายในห้องพิจารณาคดีที่มีคดีอื่นรออยู่ด้วย ภาพที่เห็นทำให้ตะหงิดตั้งแต่แรก

คนในห้องเต็มไปหมด หลายคนร่างกายกำยำ บางคนมีโซ่ตรวน ตอนแรกนึกว่าเป็นคดีอื่น แต่เมื่อนับอย่างละเอียดร่วมกับทนาย พบว่าคนเหล่านั้นมา เพื่อนายวรวัฒน์ทั้งหมด 13 คน และทั้งหมดคือ บอดี้การ์ด (ผู้คุ้มกันส่วนตัว) ไม่ใช่ตำรวจ

"ต้อง" ตั้งข้อสังเกตว่าการนำบอดี้การ์ดเข้ามาในศาลขนาดนี้ผิดปกติมาก เพราะศาลมีตำรวจรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว และเป็นเขตที่ปลอดภัยโดยธรรมชาติ สรุปว่าน่าจะเป็นการ "สร้างบารมี" เพื่อข่มขวัญ

ระหว่างการไต่สวน ฝ่าย "ต้อง" ยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม 3 ชิ้น ประกอบด้วย:

ชิ้นที่ 1 — หนังสือกล่าวโทษจาก ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หน่วยงานกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย) ในคดีที่เกี่ยวข้องกับ 100X ที่ระบุว่ามีมูลความผิด

ชิ้นที่ 2 — คำพูดของ Elon Musk เกี่ยวกับความเสี่ยงของการลงทุนคริปโต เพื่อแสดงบริบทว่าการเตือนความเสี่ยงเป็นสิ่งที่แม้แต่บุคคลสาธารณะระดับโลกยังทำ และเป็นสิ่งที่ "ต้อง" ยึดถือในการทำคลิปมาตลอด

ชิ้นที่ 3 — รายงาน Audit จาก Certik (องค์กรตรวจสอบความปลอดภัยของ Smart Contract — โค้ดที่ควบคุมการทำงานของเหรียญบนบล็อกเชนโดยอัตโนมัติ) ซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์นำมาอ้างเองว่าเหรียญ "ผ่าน Certik" แต่เมื่ออ่านเนื้อหาจริงกลับพบ Critical Error จำนวนมาก รวมถึงข้อมูลสำคัญที่ระบุว่า Admin สามารถสร้างและเพิ่มจำนวนเหรียญได้ไม่จำกัดตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นสัญญาณเสี่ยงสูงมากในวงการคริปโต นอกจากนี้ "ต้อง" ชี้ด้วยว่าโจทก์อ้างว่าเหรียญ "ได้รับการ Certified" (รับรอง) จาก Certik แต่ความจริงคือ "ผ่านการส่งตรวจ" เท่านั้น ซึ่งคนละความหมายกันโดยสิ้นเชิง

ทันทีที่ฝ่าย "ต้อง" ยื่นเอกสารชุดนี้ นายวรวัฒน์เริ่มแสดงอาการฉุนเฉียวและโต้แย้งด้วยถ้อยคำรุนแรง จนศาลต้องถามว่า "คุณเป็นโจทก์หรือจำเลยกันแน่ ทำไมดิ้นอย่างนี้?" และนายวรวัฒน์ก็ตอบโต้กลับว่า "ที่นี่สังคมประชาธิปไตย ผมจะพูดอะไรก็ได้" — ซึ่งทั้งทนายของ "ต้อง" และศาลต้องออกมาตักเตือนทันทีว่า "ที่นี่ศาล รบกวนมีมารยาทด้วย"

การไต่สวนดำเนินต่อไปถึง 2 วัน กว่า 3 ชั่วโมง โดยวันที่สองนายวรวัฒน์ไม่ได้มาเอง ส่งแค่ทนาย


ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง: โจทก์ชนะแค่ 4 คดีจาก 112

จากการรวบรวมข้อมูลคดีทั้งหมด 112 คดี ผลออกมาดังนี้: ถอนฟ้อง 51 คดี (45.54%), ยกฟ้อง 43 คดี (38.39%), ไม่สำเร็จเพราะส่งหมายไม่ได้ 11 คดี (9.82%), โจทก์ชนะคดีเพียง 4 คดี (3.57%) และหมายจับ 3 คดี (2.68%) 

พูดง่ายๆ คือ ในคดีที่จำเลยเลือกสู้ ศาลยกฟ้องแทบทุกคดี แต่ในขณะเดียวกัน 51 คดีถูกถอนฟ้อง คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่าจำเลยจำนวนหนึ่งเลือกที่จะตกลงยอมความก่อนขึ้นศาล มีรายงานว่าบางรายต้องจ่ายค่ายอมความสูงกว่า 6 หลักเพื่อให้ถอนฟ้อง 


เหตุผลที่ศาลยกฟ้องซ้ำๆ ใน 4 แนวทางหลัก

จากคำพิพากษาหลายคดี ศาลให้เหตุผลยกฟ้องซ้ำกันใน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ หนึ่ง — ข้อความไม่มีความหมายชัดเจนพอ เช่น คำว่า "มิจ" ไม่สามารถยืนยันได้ว่าหมายถึง "มิจฉาชีพ" สอง — เป็นความคิดเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ศาลเห็นว่าการตั้งข้อสังเกตเรื่องความคล้ายคลึงของชื่อและโลโก้เป็นเพียงการตั้งข้อสงสัย สาม — เจตนาสุจริตเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ศาลอ้างมาตรา 329 ประมวลกฎหมายอาญา ยืนยันว่าการเตือนกันในชุมชนนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นสิทธิ์ที่กฎหมายคุ้มครอง และสี่ — ข้อมูลที่พูดถึงเป็นความจริง ในคดีที่วิจารณ์เหรียญ ACT ว่ามีลักษณะ Rug Pull ศาลตรวจสอบหลักฐานจากเว็บไซต์ BSC Scan และ coinmarketcap แล้วพบว่าเหรียญมีมูลค่าตลาด 0 ดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับที่จำเลยพูดถึง bitcoinaddict

สำหรับคดีของ "ต้อง" โดยเฉพาะ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าคดีไม่มีมูล และพยานที่ฝ่ายโจทก์นำมานั้น มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับการลงทุนในเหรียญ ACT จึงขาดความน่าเชื่อถือ


เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวจากบัตรประชาชน

"ต้อง" ระบุว่าในระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี ตนได้เห็นข้อมูลในบัตรประชาชนของนายวรวัฒน์ที่ใช้ประกอบคำฟ้อง ซึ่งระบุว่า นับถือ ศาสนาพุทธ เกิดปี 2531 และมีประวัติการศึกษาที่จบ ม.6 จากโรงเรียนสตรีวิทยา 2 เท่านั้น

ทั้งนี้ "ต้อง" ตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่ง "ดร." หรือ "ด็อกเตอร์" ที่นายวรวัฒน์อ้างใช้นั้น เป็นเพียงปริญญากิตติมศักดิ์จากสถาบันที่ตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่มีการเรียนการสอนจริง ลักษณะของมหาวิทยาลัยห้องแถวที่ขายใบปริญญา ไม่ใช่ปริญญาจากการศึกษาจริง รวมถึงชี้ให้เห็นว่าคำสอนที่นายวรวัฒน์อ้างในการสร้างภาพลักษณ์สาธารณะนั้นเป็น หลักคำสอนของศาสนาคริสต์ ทั้งที่บัตรประชาชนระบุว่านับถือศาสนาพุทธ


สถานะปัจจุบัน: ศาลชั้นต้นยกฟ้อง — อุทธรณ์ยังค้างอยู่

หลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง ฝ่ายนายวรวัฒน์ยื่น อุทธรณ์ ต่อทันที ฝ่าย "ต้อง" แก้อุทธรณ์ไปแล้วนานกว่า 1 ปี แต่คดียังไม่มีคำพิพากษาจากศาลอุทธรณ์ เนื่องจากนายวรวัฒน์ในฐานะโจทก์ ออกนอกประเทศและพำนักที่ดูไบ ทำให้การไต่สวนบางขั้นตอนขาดตอน ประกอบกับมีการ เปลี่ยนทนายความ ระหว่างทาง

ด้านคดีอาญาที่ขนานกันอยู่ นายวรวัฒน์ถูกตำรวจประสานการออกหมายแดงผ่าน Interpol ในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน และมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 61 ราย ความเสียหายรวม 76 ล้านบาท ขณะที่เจ้าหน้าที่พบหลักฐานทางการเงินที่ชัดเจนว่ามีเงินใน Digital Wallet ทั้งในและต่างประเทศ โดยยอดเงินในวอลเล็ตเหลือน้อยมาก ไม่ถึงหลักล้านบาท

ล่าสุด นายวรวัฒน์โพสต์โต้กลับว่าจะ "เปิดข้อเท็จจริงอย่างช้าๆ" พร้อมประกาศยื่นฟ้องหมิ่นประมาทสวนนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม ผู้นำกลุ่มผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ในคดีดำหมายเลข อ.750/2569 โดยศาลอาญามีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว 

"ต้อง" ยืนยันว่าแม้คดีของตัวเองจะยังไม่จบ แต่จะยังคงให้ข้อมูลเกี่ยวกับนายวรวัฒน์ต่อไป และพร้อมเป็นพยานในคดีที่เกี่ยวข้องหากจำเป็น โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า นายวรวัฒน์คือผู้ก่อตั้งเหรียญ ACT — เพราะข้อเท็จจริงนั้นมาจากคำฟ้องของเขาเอง


📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ 👉 "แอ็คมี่" ฟ้องสวน "แทนคุณ" แต่ในอดีตเคยแจกหมายปิดปากไปแล้วกว่า 100 คดี 👉 ตร.ประสานอินเตอร์โพลออก 'หมายแดง' ล่าตัว 'แอ็คมี่ วรวัฒน์' ปมหลอกลงทุนคริปโตฯ เสียหายพุ่งร้อยล้าน

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: ช่อง YouTube กาวคริปโต


💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

คดีของ "ต้อง กาวคริปโต" สะท้อนภาพที่ใหญ่กว่าเรื่องส่วนตัว นั่นคือการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นอาวุธปิดปากผู้วิจารณ์ในชุมชนคริปโต ซึ่งตัวเลข 112 คดีและอัตราชนะเพียง 3.57% บอกทุกอย่างได้ดีกว่าคำอธิบายใดๆ น่าดีใจที่ศาลไทยยืนหยัดในแนวทางที่ชัดเจนว่า การเตือนภัยโดยสุจริตในชุมชนนักลงทุนนั้นกฎหมายคุ้มครอง และสำหรับผู้ลงทุน เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ต้องจำไว้ว่า ก่อนลงทุนในเหรียญใดก็ตาม ให้อ่านรายงาน Audit ให้ครบ ไม่ใช่แค่เชื่อคำว่า "ผ่านการตรวจสอบแล้ว" เพราะ "ผ่าน" กับ "ปลอดภัย" คือคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง