ครม.เคาะร่างกฎกระทรวงคืนเงินเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ เร่งดัน 3,000 ล้านบาทในบัญชีต้องสงสัยกลับคืนผู้เสียหาย
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ “ในหลักการ” ต่อ ร่างกฎกระทรวงการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ
เป้าหมายสำคัญของกฎกระทรวงฉบับนี้ คือการ เร่งคืนเงินให้ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เร็วและเป็นระบบมากขึ้น เพราะปัจจุบันมี
บัญชีที่ถูกระงับช่องทางทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แล้วกว่า 853,486 บัญชี
มียอด เงินคงเหลือค้างในระบบรวมกว่า 3,076 ล้านบาท ที่ยังต้องรอการตรวจสอบและหาทางคืนให้เจ้าของ
ร่างกฎกระทรวงจึงเข้ามากำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจน ให้พนักงานสอบสวน หน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ใช้เป็นแนวทางเดียวกันในการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย รวมถึงการจัดการ เงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของ เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและระบบการเงินดิจิทัลของไทย
1. การรายงานข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
กฎกระทรวงใหม่จะวางกรอบให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง “ส่งต่อข้อมูลอย่างเป็นระบบ” ตั้งแต่ต้นทาง
📌 เมื่อมีการตรวจพบความผิด / ยึด–อายัดเงินในบัญชี
พนักงานสอบสวนที่ยึดหรืออายัดเงินในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมไปยัง
ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.)
และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.)
เพื่อให้สามารถประกาศรายชื่อบัญชีที่เกี่ยวข้อง และใช้เป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหายผ่านระบบที่กำหนด
📌 กรณีสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจพบเหตุสงสัย
หากธนาคารหรือผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินพบเหตุอันควรสงสัยว่าบัญชีใดเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ต้องรายงานไปยัง สำนักงาน ปปง. เพื่อให้ตรวจสอบ
หากบัญชียังไม่ได้ถูกยึดหรืออายัด เลขาธิการ ปปง. สามารถมอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อ
📌 การพิจารณาคืนทรัพย์
เลขาธิการ ปปง. จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายการธุรกรรม
หากพบว่ามีผู้เสียหาย จะเสนอเรื่องต่อ คณะกรรมการธุรกรรม เพื่อพิจารณาคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล
หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เกี่ยวข้องกับความผิด จะดำเนินการถอนการยึดหรืออายัดบัญชีคืนให้เจ้าของบัญชี
2. กระบวนการยื่นคำร้อง–คัดค้าน และการตรวจสอบคำร้อง
เพื่อให้ผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเข้าไปขอรับเงินคืน กฎกระทรวงกำหนดให้ต้องมี “การประกาศและเปิดโอกาสยื่นคำร้อง” อย่างชัดเจน
📌 การประกาศรายชื่อบัญชีที่เกี่ยวข้อง
รายชื่อบัญชีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจะถูกประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา
และช่องทางของ สำนักงาน ปปง.
เพื่อให้ผู้เสียหายหรือผู้เกี่ยวข้องทราบ และสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินคืนหรือยื่นคำร้องคัดค้านได้
📌 ระยะเวลายื่นคำร้อง
ผู้เสียหายหรือผู้เกี่ยวข้องต้องยื่นคำร้องภายใน 90 วัน นับจากวันที่ประกาศรายชื่อ
📌 ข้อมูลที่ประกาศจะระบุอะไรบ้าง เช่น
ชื่อ–นามสกุล
เลขประจำตัวประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์
เลขที่บัญชี / หมายเลขกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล
ชื่อสถาบันการเงิน
พฤติการณ์การกระทำความผิดโดยสังเขป
📌 ผู้มีสิทธิเข้ายื่นคำร้อง
ผู้เสียหายโดยตรง
ผู้แทนโดยชอบธรรม
ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน
สามีหรือภริยา
คำร้องต้องแนบเอกสารและหลักฐานที่กำหนด เช่น สำเนาคำพิพากษาหรือเอกสารพิสูจน์ความเป็นผู้เสียหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนและถูกต้องก่อนเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา
3. วิธีการคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลให้ผู้เสียหาย
เมื่อผ่านขั้นตอนตรวจสอบแล้ว ระบบจะเดินหน้าไปสู่การ “คืนเงินจริง” ให้ผู้เสียหาย
📌 การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการธุรกรรม
เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานข้อเท็จจริงและความเห็น เสนอเลขาธิการ ปปง.
เพื่อขอความเห็นชอบ ก่อนเสนอเรื่องต่อ คณะกรรมการธุรกรรม พิจารณาสั่งคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล
📌 การแจ้งผลและสิทธิของคู่กรณี
เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้คืนเงิน หรือมีมติเห็นชอบคำร้องคัดค้าน
สำนักงาน ปปง. ต้องแจ้งผลให้ผู้เสียหายและผู้เกี่ยวข้องทราบ
หากมีผู้ประสงค์จะยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง สามารถทำได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้ง
ถ้าไม่มีการยื่นคำร้องคัดค้านในเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่สามารถแจ้งสถาบันการเงินให้ปฏิบัติตามคำสั่งคืนเงินได้ทันที
📌 วิธีการคืนเงิน/สินทรัพย์ดิจิทัล
คืนโดยการโอนเงินกลับไปยังบัญชีของผู้เสียหาย
หากไม่สามารถโอนกลับไปยังบัญชีเดิมได้ อาจพิจารณาโอนไปยังบัญชีอื่นที่เป็นของผู้เสียหายตามที่กำหนด
สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล จะคืนเข้ากระเป๋าที่ผู้เสียหายถือสิทธิอย่างชอบด้วยกฎหมาย
📌 กรณีตรวจสอบแล้วไม่เกี่ยวข้องกับความผิด
หากคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่าบัญชีใดไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
จะมีหนังสือแจ้งให้ ศปอท. ถอนการยึดหรืออายัด
และแจ้งเจ้าของบัญชีหรือผู้เกี่ยวข้องให้ทราบ
4. การจัดการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลกรณีไม่มีผู้มาแสดงตัว
ในบางกรณี อาจไม่มีผู้เสียหายหรือผู้เกี่ยวข้องมายื่นคำร้องขอรับเงินคืน กฎกระทรวงจึงกำหนดแนวทางจัดการทรัพย์ส่วนนี้ไว้ชัดเจน
📌 กรณีไม่มีผู้เสียหายมายื่นคำร้อง/คัดค้าน
เงินสดหรือเงินในบัญชี
ให้นำฝากไว้กับสถาบันการเงินที่เลขาธิการ ปปง. กำหนด
สินทรัพย์ดิจิทัล
ให้นำเก็บไว้ในบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet / custody) ที่เลขาธิการ ปปง. กำหนด
📌 ครบ 10 ปีแล้วยังไม่มีใครมาแสดงตัว
หากไม่มีผู้เสียหายหรือผู้เกี่ยวข้องมายื่นคำร้องภายใน 10 ปี นับจากวันที่คืนหรือประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เงินต้นและดอกผลที่เหลือ จะถูกนำส่งเข้ากองทุนป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
หากเจ้าของเงินมาขอรับคืนภายหลัง ต้องพิสูจน์เหตุผลอันสมควรว่าทำไมจึงไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนด
5. ความเชื่อมโยงกับ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2)
ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ถือเป็นหนึ่งใน “เหตุผลประกอบ” การเสนอ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายเป็นร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบก่อนการออกกฎ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นฯ พ.ศ. 2568
มุมมองภาพรวม: สัญญาณว่ารัฐเริ่ม “คิดครบวงจร” ตั้งแต่ปิดช่องทาง–อายัดเงิน ไปจนถึงคืนเงินเหยื่อ
ที่ผ่านมา คนจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ มักเจอปัญหาใหญ่สองเรื่องคือ
เงินถูกระงับ/อายัดไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะ “ได้คืนเมื่อไร และจากช่องทางไหน”
ขั้นตอนในทางปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานไม่ชัด ทำให้คนรู้สึกว่ากระบวนการเยียวยา “ช้าและไกลตัว”
ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่พยายามทำให้
กระบวนการ รายงาน–ตรวจสอบ–คืนเงิน มีโครงสร้างที่ชัดขึ้น
กำหนดระยะเวลา/ช่องทาง/ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องอย่างละเอียด
วางกรอบการจัดการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ “ไม่มีเจ้าของชัดเจน” ไม่ให้แขวนในระบบอย่างไร้ทิศทาง
แม้ต้องรอดูในทางปฏิบัติว่าแต่ละหน่วยงานจะทำงานได้เร็วและเป็นมิตรต่อผู้เสียหายแค่ไหน แต่ในเชิงนโยบาย นี่คือสัญญาณว่า รัฐเริ่มขยับจากการ “ปิดช่องทางโจร” ไปสู่การ “ดึงเงินกลับคืนให้เหยื่อ” อย่างจริงจังมากขึ้น
ภาพ tribuneindia.com