Strive จี้ MSCI ทบทวนแผนแบล็กลิสต์บริษัทถือ Bitcoin เกิน 50% ชี้กระทบทั้ง ETF, AI และโอกาสเติบโตในระยะยาว
กระแสการกำกับดูแล Bitcoin และ ดิจิทัลแอสเซ็ต ไม่ได้เกิดแค่ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง แต่กำลังลุกลามไปถึง “โลกของดัชนีหุ้น” ด้วย ล่าสุดบริษัทจัดการสินทรัพย์ Strive ที่จดทะเบียนใน Nasdaq และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ถือ Bitcoin บนงบดุล (Bitcoin Treasury) รายใหญ่ของโลก ออกโรงกดดัน MSCI ให้ทบทวนแผน “แบล็กลิสต์หุ้นบริษัทถือ Bitcoin เกิน 50% ของสินทรัพย์รวม” จากดัชนีสำคัญ
Strive มองว่า กฎใหม่ของ MSCI ไม่เพียงแต่ “ใช้การจริงไม่ได้” แต่ยังเสี่ยงทำให้นักลงทุนแบบ Passive Investor พลาดโอกาสลงทุนในเซ็กเตอร์ที่กำลังเติบโตที่สุด ทั้งฝั่ง Bitcoin, ดิจิทัลแอสเซ็ต และ AI Data Center
MSCI จะตัดบริษัทถือ Bitcoin เกิน 50% ออกจากดัชนี
ต้นเหตุของเรื่องนี้มาจากข้อเสนอของ MSCI ผู้จัดทำดัชนีระดับโลก ที่เตรียมพิจารณา “ตัดบริษัทที่ถือครองดิจิทัลแอสเซ็ตเกิน 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมด” ออกจากดัชนีหลัก
หนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ Strategy (บริษัทถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นโลก) ซึ่งนักวิเคราะห์ของ JPMorgan ประเมินว่า หาก Strategy ถูกถอดออกจากดัชนี MSCI World อาจทำให้มีแรงขายจากฝั่งกองทุน Passive สูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์
ด้าน Michael Saylor ประธานของ Strategy ยืนยันว่าบริษัทกำลังหารือกับ MSCI โดยตรง และยังคงยืนกรานในกลยุทธ์ถือ Bitcoin ระยะยาวต่อไป
Strive ชี้กฎใหม่ “ไม่เวิร์ก” ทั้งในเชิงปฏิบัติและเชิงเศรษฐกิจ
ในจดหมายที่ส่งถึง Henry Fernandez ประธานและซีอีโอของ MSCI, Matt Cole ซีอีโอของ Strive ให้เหตุผลหลัก ๆ ว่ากฎ “ห้ามบริษัทถือ Bitcoin เกิน 50% ของสินทรัพย์” มีปัญหาหลายด้าน
ทำให้นักลงทุน Passive พลาดโอกาสในเซ็กเตอร์เติบโตเร็ว
บริษัทที่ใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์หลัก เช่น Strategy, Metaplanet รวมถึงบริษัทโครงสร้างพื้นฐานอย่างผู้ขุด Bitcoin (Bitcoin Miner) ต่างกำลังขยับไปอยู่ “ด่านหน้า” ของเศรษฐกิจใหม่ ทั้งในด้าน AI, โครงสร้างพื้นฐาน Data Center และโครงสร้างการเงินแบบใหม่ที่ผูกกับ Bitcoinเชื่อมโยงกับ AI มากกว่าที่คิด
Cole ระบุว่า ผู้ขุด Bitcoin รายใหญ่ เช่น MARA Holdings, Riot Platforms, Hut 8 ที่ถือ Bitcoin จำนวนมาก กำลังเร่ง “Diversify” ศูนย์ข้อมูลของตัวเองให้รองรับ งานคำนวณ AI
เพราะข้อจำกัดสำคัญของ AI ตอนนี้ไม่ใช่แค่ชิป แต่คือ “พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน”
Bitcoin Miner จึงตั้งอยู่ในจุดที่พร้อมจะตอบโจทย์ความต้องการด้านไฟฟ้าและ Compute ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงแม้รายได้จากฝั่ง AI จะเริ่มเข้ามามากขึ้น แต่ Bitcoin บนงบดุลก็ยังอยู่ และตามกฎของ MSCI บริษัทเหล่านี้ก็จะยังถูกตัดออกจากดัชนีอยู่ดี
เกณฑ์ 50% ผูกกับสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง ใช้งานจริงลำบาก
การเอา “สัดส่วน Bitcoin ต่อสินทรัพย์รวม” มาเป็นเกณฑ์ จะทำให้บริษัท “ติดเข้า–หลุดออก” ดัชนีอยู่ตลอดเวลา ตามความผันผวนของราคา Bitcoin
นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนอิงดัชนีสูงขึ้น
ความคลาดเคลื่อนของผลตอบแทนเมื่อเทียบดัชนี (Tracking Error) เพิ่มขึ้น
ภาพสะท้อนของดัชนีอาจไม่ใกล้เคียง “ตลาดลงทุนจริง” เท่าที่ควร
ไม่ใช่แค่ Strategy – โครงสร้าง Bitcoin Finance ทั้งระบบโดนลุกลาม
Strive ยังชี้ว่า ข้อเสนอนี้ไม่ได้กระทบเพียงบริษัทอย่าง Strategy หรือ Metaplanet เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่เรียกว่า Bitcoin Structured Finance
บริษัทอย่าง Strategy ถูกมองว่า ทำบทบาทคล้าย “โครงสร้างผลิตภัณฑ์อิงผลตอบแทน Bitcoin” ในแบบเดียวกับที่สถาบันการเงินดั้งเดิมอย่าง JPMorgan, Morgan Stanley หรือ Goldman Sachs ทำกับผลิตภัณฑ์ Structured Note ต่าง ๆ
ถ้าบริษัทที่ใช้โมเดลธุรกิจลักษณะนี้ถูกลงโทษด้วยต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น เพราะถูกถอดจากดัชนี MSCI และดัชนีสำคัญอื่น ๆ ก็เท่ากับเป็นการ ลงโทษบริษัทที่กำลังสร้างนวัตกรรมรอบ Bitcoin ทั้ง ๆ ที่ตลาดต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้
ในจดหมายของ Strive ยังชี้ให้เห็นเคสของ Trump Media & Technology Group Corp. ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่มี Bitcoin Treasury ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของตลาด
บริษัทนี้ “ไม่ถูกใส่ชื่อในรายการเพื่อพิจารณาแบนรอบแรก” ของ MSCI ด้วยเหตุผลว่า ถือ Bitcoin แบบ Spot “ต่ำกว่า 50%” ของสินทรัพย์รวมเล็กน้อย
แต่ในความเป็นจริง Trump Media เริ่มหันไปใช้เครื่องมือ Derivatives และ ETF ที่อิง Bitcoin เพื่อเพิ่มการรับ Exposure ด้านดิจิทัลแอสเซ็ต ทำให้คำถามเรื่อง “จะวัด 50% จากอะไร และอย่างไร” กลายเป็นปัญหาที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป
Strive เสนอทางออก: ทำดัชนีเวอร์ชัน “Ex-Digital Asset Treasury” แทนการแบนรวดเดียว
แทนที่จะใช้เกณฑ์ “แบนหุ้นบริษัทถือ Bitcoin เกิน 50%” แบบรวบยอด Strive เสนอทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่าให้ MSCI คือ
สร้างดัชนีเวอร์ชัน “Ex-Digital Asset Treasury”
เช่น MSCI World (Ex-Digital Asset Treasury)ให้นักลงทุนสถาบันหรือกองทุนที่ “ไม่ต้องการ” มีบริษัทถือ Bitcoin ในพอร์ต เลือกใช้ดัชนีเวอร์ชันนี้โดยเฉพาะ
ในขณะเดียวกัน นักลงทุนที่ต้องการภาพสะท้อนตลาดหุ้นโลกจริง ๆ ก็ยังสามารถใช้ดัชนีเวอร์ชันปกติ ที่มีบริษัทถือ Bitcoin รวมอยู่ด้วยได้
Strive สรุปใจความสำคัญว่า
แทนที่จะ “ปิดกั้น” บริษัทที่ถือ Bitcoin จากดัชนีทั้งหมด ควร “เปิดทางเลือก” ให้เจ้าของสินทรัพย์เป็นคนตัดสินใจเองว่าอยากหลีกเลี่ยงบริษัทเหล่านี้หรือไม่
อ้างอิง : cointelegraph.com