ไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Strategy ได้ส่งสัญญาณถึงการซื้อ Bitcoin ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 11 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมโพสต์ข้อความถึงผู้ติดตาม 4.4 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม X ว่า
“อีก 21 ปี คุณจะอยากย้อนเวลากลับไปซื้อมันให้มากกว่านี้”
ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา เขามีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านคน
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา บริษัท Strategy ได้ซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 245 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 26 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดถือครองรวมของบริษัทพุ่งแตะ 592,345 BTC หรือมูลค่ากว่า 63.6 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท)

การสะสม Bitcoin ในระดับนี้ทำให้ Strategy กลายเป็นบริษัทที่ถือครอง BTC มากที่สุดในโลก มากกว่าบริษัทมหาชนอีก 20 แห่งรวมกัน ตามข้อมูลจาก BitcoinTreasuries
นักวิเคราะห์เริ่มถกเถียง: การสะสม BTC ของ Strategy อาจสร้าง ‘Supply Shock’
ท่ามกลางกระแสสะสม BTC อย่างรวดเร็วของ Strategy นักวิเคราะห์ยังคงถกเถียงกันว่า โมเดลนี้จะนำไปสู่ Supply Shock หรือภาวะอุปทานตึงตัวที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้นหรือไม่
ในขณะที่นักลงทุนบางรายแสดงความกังวลว่า การที่บริษัทต่าง ๆ หันมาถือครอง Bitcoin ด้วยการระดมทุนผ่านหนี้และทุน (Debt & Equity) อาจไม่ยั่งยืน และกลายเป็นชนวนให้เกิดตลาดหมีรอบใหม่หากราคาตกลงแรง
รายงานชี้: Strategy มีโอกาสรอดสูง แต่บริษัทหน้าใหม่เสี่ยงหนัก
รายงานล่าสุดจากบริษัท VC อย่าง Breed ชี้ว่า แม้ Strategy จะไม่น่าจะได้รับผลกระทบรุนแรง แต่บริษัทคลัง BTC หน้าใหม่มีความเสี่ยงสูงมาก หากราคา Bitcoin เกิดการปรับฐานลงอย่างหนักในอนาคต
รายงานระบุว่า “เมื่อบริษัทใหม่เริ่มล้ม ผู้เล่นรายใหญ่และแข็งแกร่งกว่ามีแนวโน้มเข้าซื้อกิจการเพื่อรวมตลาดเข้าด้วยกัน” โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถระดมทุนได้ในเงื่อนไขที่ดีหรือมีหนี้สูง
ทั้งนี้ Strategy มีโอกาสรอดจากวิกฤตได้สูง เนื่องจากบริษัทมีขนาดใหญ่ ถือครอง BTC เป็นจำนวนมาก และผ่านช่วงตลาดหมีมาแล้วหนึ่งรอบก่อนหน้านี้ โดยในช่วงนั้นบริษัทก็ยังคงซื้อ BTC อย่างมีวินัย ซึ่งพฤติกรรมนี้จะกลายเป็น “ลักษณะเฉพาะ” ของบริษัทคลัง BTC ที่จะอยู่รอดในระยะยาว

โอกาสเข้าสู่ S&P 500? นักลงทุนมั่นใจ Strategy มีลุ้นในปี 2025
Jeff Walton นักลงทุนและนักวิเคราะห์ตลาดของ Strategy คาดการณ์ว่า บริษัทมีโอกาสถึง 91% ที่จะได้เข้าสู่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งในสหรัฐฯ ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2025
หากเป็นจริง จะถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในฐานะ “มหาอำนาจ Bitcoin” ที่กำลังเปลี่ยนวิธีบริหารทุนสำรองขององค์กรทั่วโลก
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ coingape.com