แค่ลมหนาวพัด: Standard Chartered หั่นเป้า BTC ปี 2025 เหลือ $100K แต่ยังมอง $500K ปี 2030
ธนาคารระดับโลกอย่าง Standard Chartered ออกโน้ตวิจัยล่าสุด ปรับลดเป้าหมายราคาของ Bitcoin (BTC) แบบยกแผงในระยะกลาง แต่ยืนยันว่ามุมมองระยะยาวยัง “บูลจัด” เหมือนเดิม เพียงแค่ต้อง “เลื่อนเวลา” ออกไป
ก่อนหน้านี้ธนาคารคาดว่า BTC จะไปถึง $200,000 ภายในสิ้นปี 2025 และแตะ $500,000 ในปี 2028 แต่ในโน้ตวันที่ 9 ธันวาคมล่าสุด Geoffrey Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคาร ระบุชัดว่าต้อง “รีคาลิเบรต” หรือ ปรับกรอบคาดการณ์ใหม่ หลังราคา Bitcoin ร่วงจากจุดสูงสุดช่วงเดือนตุลาคมลงมาราว 36% แตะโซนแถว ๆ $80,500 ในปลายเดือนพฤศจิกายน
เขายอมรับว่า “เป้าหมายระยะสั้นก่อนหน้านี้ผิดไป” แต่ยังยืนกรานว่ามุมมองใหญ่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม – คือ Bitcoin ยังมีโอกาสไปถึง $500,000 ต่อเหรียญ ในที่สุด
เส้นทางใหม่: $100K ปี 2025 – $500K ปี 2030
ในกรอบคาดการณ์ที่อัปเดต Standard Chartered วาดเส้นทางราคาของ Bitcoin แบบ “ขั้นบันได” เอาไว้ดังนี้
สิ้นปี 2025: $100,000
สิ้นปี 2026: $150,000
สิ้นปี 2027: $225,000
สิ้นปี 2028: $300,000
สิ้นปี 2029: $400,000
ปี 2030: แตะ $500,000
เทียบกับกรอบเดิมที่เคยใช้
2025 = $200,000
2028 = $500,000
แปลว่าธนาคารกำลังบอกกลาย ๆ ว่า “ไม่ได้ผิดที่ปลายทาง แค่ไปไม่ทันตามเวลาที่เคยสัญญาไว้”
ทำไมต้องหั่นเป้า? เมื่อแรงซื้อจาก “Digital Asset Treasury” เริ่มหมดรอบ
Kendrick มองว่าช่วงพุ่งแรงของ Bitcoin ตั้งแต่มี Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วย 2 ขาใหญ่ ๆ คือ
ETF Inflows – เงินที่ไหลเข้ากองทุน ETF ที่อ้างอิง Bitcoin
Digital Asset Treasury (DAT) – บริษัทจดทะเบียนที่ถือ BTC ปริมาณมากในงบดุล เช่น Strategy (อดีต MicroStrategy) และบริษัทนักขุด Bitcoin รายใหญ่
ในโมเดลรอบใหม่ เขามองว่าขาแรก “ETF ยังอยู่” แต่ขาที่สอง “DAT เริ่มหมดแรงซื้อแล้ว”
เหตุผลหลักคือ
ค่า มาร์เก็ตแคปต่อมูลค่า BTC ที่ถือ (mNAV) ของกลุ่ม DAT เริ่มไม่เอื้อให้ “ขยายงบดุลไล่ซื้อเพิ่ม”
mNAV รวมของกลุ่ม DAT ปรับลง
mNAV ของ Strategy เองยังเคยหลุดต่ำกว่า 1.0 เป็นครั้งแรกนับจากปี 2023
ภายใต้ภาพนี้ Standard Chartered จึงตั้งสมมติฐานค่อนข้างโหดในโมเดลใหม่ว่า
“ตั้งแต่นี้ไปถือว่า ไม่มีการซื้อเพิ่มจาก DAT แล้ว (zero DAT buying)”
แต่ ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะเทขาย
กลาง ๆ ของธนาคาร คือ DAT รายใหญ่ เช่น Strategy ยัง “กำไรติดมือ” อยู่ เพราะต้นทุนเฉลี่ยของ BTC ในงบดุลอยู่แถว ๆ $74,000
ในรอบก่อน Strategy ก็ไม่ได้ขายแม้ราคาจะลงไปต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น โมเดลใหม่จึงถือว่าขา DAT จะ ไม่ช่วยซื้อเพิ่ม แต่ก็ ไม่น่ากลายเป็นแรงขายขนาดใหญ่
จาก Halving เป็น ETF Flow: คนขับราคารอบใหม่เปลี่ยนไป
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Kendrick มองว่า Halving Cycle ไม่ใช่ตัวขับหลักของราคา BTC อีกต่อไป
แม้จุดสูงสุดรอบล่าสุดจะเกิดราว 18 เดือนหลัง Halving เดือนเมษายน 2024 ซึ่งดูเหมือนจะเข้ากับแพทเทิร์นเดิม ๆ แต่มุมมองของเขาคือ
“เมื่อมีการซื้อผ่าน ETF เข้ามา เราคิดว่า Halving ไม่ใช่ตัวขับราคาหลักอีกต่อไป –
นักลงทุนระยะยาวที่ซื้อผ่าน ETF ต่างหากคือปัจจัยสำคัญกว่า”
ธนาคารมองภาพผ่าน “รอบการซื้อ BTC รวมของ ETF + DAT” แบบสามช่วงใหญ่ ๆ ที่เคยเกิดขึ้น
ช่วงที่ซื้อรวมกันราว 250,000 BTC
ช่วงที่ซื้อรวมกันราว 450,000 BTC
ช่วงที่ซื้อรวมกันราว 250,000 BTC
สามช่วงนี้แทบจะซ้อนทับกับการพุ่งขึ้นของราคา BTC ใน
มีนาคม 2024
ต้นปี 2025
และกรกฎาคม 2025
แต่จุดสูงสุดล่าสุดใน 6 ตุลาคม 2025 กลับเกิดขึ้นตอนที่ Flow รวมลดลงเหลือราว 160,000 BTC ต่อไตรมาส และตอนนี้ตัวเลขลงมาแถว ๆ 50,000 BTC ต่อไตรมาส ซึ่งต่ำที่สุดนับจาก Spot ETF เปิดเทรด
สรุปคือ เมื่อ ETF + DAT ซื้อช้าลง ราคาก็เสียแรง ธนาคารจึงมองว่ารอบนี้เป็นแค่ “พายุสั้น ๆ ก่อนสงบ” ไม่ใช่สัญญาณเข้าสู่ Crypto Winter แบบในอดีต แต่ก็เผยให้เห็นความจริงว่า ระยะสั้น BTC พึ่งจังหวะ Allocation ของ ETF หนักมาก
ในโมเดลใหม่ Standard Chartered เลือกใช้สมมติฐาน Flow ETF ที่ ราว 200,000 BTC ต่อไตรมาส เป็นฐาน – ซึ่งในอดีตเคยพอจะหนุนให้ทำจุดสูงสุดได้ แต่พอเหลือ “ขา ETF ขาเดียว” เส้นทางขึ้นเลยต้อง “ไต่แบบช้าลง”
โมเดล “พอร์ต Bitcoin–ทองคำ” บอกว่าโลกยัง Underweight BTC หนักมาก
แม้ตัวเลขเป้าระยะสั้นจะโดนหั่น แต่ธนาคารยังบอกชัดว่า “โครงสร้างระยะยาวยังบวกมาก”
จุดที่น่าสนใจคือ Kendrick ใช้กรอบคิดแบบ Portfolio Optimization เทียบระหว่าง
พอร์ตที่มีแค่ Bitcoin + Gold
เทียบกับมาร์เก็ตแคปปัจจุบันของสองสินทรัพย์
'โดยใช้ข้อมูล ความผันผวนย้อนหลัง (historical volatility) มาคำนวณสัดส่วนที่ “เหมาะสมทางทฤษฎี” ในพอร์ต 2 สินทรัพย์ พบว่า
สัดส่วนที่ “เหมาะ” ในพอร์ต 2 สินทรัพย์ คือ BTC 12% / ทองคำ 88%
แต่เมื่อดูจากมาร์เก็ตแคปรวมของทั้งสองสินทรัพย์ตอนนี้ โลกเหมือนถือ BTC แค่ ราว 5% / ทอง 95%
แปลว่าจากมุมมองของแบบจำลอง โลกยัง “ถือ Bitcoin ต่ำกว่าที่ควร” อยู่มาก และถ้าใช้สมมติฐานความผันผวนแบบปัจจุบัน (implied volatility)
สัดส่วนที่เหมาะสมของ Bitcoin อาจขึ้นไปได้ถึง 20%
ในบาง Scenario ที่ใช้ความผันผวนล่าสุดของทั้ง BTC และทอง โมเดลยังชี้ว่าพอร์ตที่เหมาะสมอาจมี BTC สูงถึง 36%
หากโลกปรับสัดส่วนไปใกล้ตัวเลขเหล่านี้จริง ๆ ราคา BTC จากระดับปัจจุบัน อาจยังมี Upside ได้สูงสุดถึงราว 7 เท่า ตามโมเดลของธนาคาร — แต่ Kendrick ก็ย้ำว่า
การเปลี่ยนพอร์ตระดับโลกแบบนี้ “ใช้เวลานานกว่าที่เขาเคยคิด” และคงทยอยเกิดช้ากว่าเฟรมเวิร์กที่เคยคาดไว้รอบก่อน
ไม่ใช่ Crypto Winter แค่ “ลมหนาว”: เฟรมเวิร์กใหม่แต่จุดหมายเดิม
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Standard Chartered ย้ำว่า
“Crypto Winter แบบที่เราเคยเห็นในรอบก่อน ๆ น่าจะเป็นอดีตไปแล้ว”
ในมุมของธนาคาร Bitcoin มีบทบาทเชิงโครงสร้างเพิ่มขึ้น เช่น
เป็น เฮดจ์ต่อความไม่มั่นคงของระบบธนาคาร
เป็น ทางเลือกคู่ขนานของสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเรื่องหนี้สหรัฐฯ และการเมืองที่อาจกดดัน FOMC ให้คุมดอกเบี้ยหลวมเกินไปในอนาคต
อ้างอิง : theblock.co
ภาพ reuters.com