กระแส Stablecoin กำลังถูกจับตาในฐานะ “รางการเงินใหม่” ของโลก หลัง Bloomberg Intelligence ประเมินว่า มูลค่าการไหลเวียนธุรกรรมเพื่อการชำระเงิน (payment flows) ของ Stablecoin อาจพุ่งแตะระดับมากกว่า 50 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030 ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง จะทำให้ Stablecoin กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือชำระเงินสำคัญของระบบการเงินโลกในเวลาไม่นาน
ภาพใหญ่ที่ทำให้ตัวเลขนี้ “ดูเป็นไปได้” คือการที่ Stablecoin เริ่มถูกใช้งานจริงมากขึ้น ทั้งโดย สถาบันการเงิน/ธุรกิจ และในประเทศที่ผู้คนต้องการหลบความเสี่ยงจาก เงินเฟ้อ ค่าเงินผันผวน หรือเศรษฐกิจไม่แน่นอน—ทำให้ “ดอลลาร์บนบล็อกเชน” กลายเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม

USDT ครองการใช้งานจริง แต่ USDC ยังแข็งใน DeFi
แม้ Stablecoin จะโตพร้อมกันทั้งตลาด แต่โครงสร้างการใช้งานเริ่มชัดขึ้นว่า
USDT (Tether) มักถูกใช้หนักในฝั่งการใช้งานจริง/ศูนย์กลาง (CeFi) เช่น ซื้อขาย โอนเงิน และเป็น “เงินพัก”
ขณะที่ USDC (Circle) มักได้เปรียบในโลก DeFi ที่ต้องการความโปร่งใสของระบบและการเชื่อมต่อกับแอปกระจายศูนย์
อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ รายงานด้านข้อมูลชี้ว่า ปริมาณธุรกรรม Stablecoin ปี 2025 ทำสถิติระดับ “หลายสิบล้านล้านดอลลาร์” สะท้อนว่าการใช้งานเริ่มขยับจาก “แค่เพื่อเทรด” ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานการโอนมูลค่า
กฎหมาย GENIUS Act คือแรงส่งสำคัญของ Stablecoin สหรัฐฯ
ฝั่งสหรัฐฯ เองก็เร่ง “ทำให้เป็นทางการ” มากขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนาม GENIUS Act ซึ่งวางกรอบกำกับดูแล payment stablecoins อย่างเป็นรูปธรรม จุดนี้มีนัยสำคัญ เพราะเมื่อกฎชัด นักลงทุนและสถาบันจะกล้าใช้มากขึ้น (รวมถึงความมั่นใจเรื่องสินทรัพย์สำรอง/การเปิดเผยข้อมูล)
ขณะเดียวกัน ฝั่งภาครัฐยังมีมุมมองเชิง “ขนาดตลาด” ที่โตมากได้ โดยมีการพูดถึงเป้าหมายระดับ แตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 ในกรอบการเติบโตของตลาด Stablecoin สหรัฐฯ หากนโยบายและโครงสร้างพร้อม
ทำไม “Stablecoin Payments” ถึงอาจโตแรงใน 5 ปี?
เหตุผลหลัก ๆ ที่ดันการเติบโต มักหนีไม่พ้น 3 แกนนี้
การยอมรับจากสถาบัน: ธุรกิจต้องการโอนมูลค่าเร็ว ต้นทุนต่ำ และทำงานข้ามประเทศได้
ความต้องการในประเทศเศรษฐกิจผันผวน: ผู้ใช้ต้องการถือ “ดอลลาร์ดิจิทัล” เพื่อรักษามูลค่า
กฎระเบียบเริ่มชัด: ยิ่งกฎหมายชัด ยิ่งมีโอกาสเชื่อม TradFi ได้ง่ายขึ้น
อ้างอิง : cointelegraph.com