Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

คริปโตจะกลับไปรวมศูนย์? Gnosis ชี้ร่างกฎหมาย CLARITY บีบผู้ใช้กลับไปเป็นแค่ "ลูกค้าเช่าใช้บริการ"
16 March 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

คริปโตจะกลับไปรวมศูนย์? Gnosis ชี้ร่างกฎหมาย CLARITY บีบผู้ใช้กลับไปเป็นแค่ "ลูกค้าเช่าใช้บริการ"

ดร. Friederike Ernst ผู้ร่วมก่อตั้ง Gnosis (โปรโตคอล Blockchain บน Ethereum ที่พัฒนาเครื่องมือ DeFi และ Wallet) ออกมาเตือนว่าร่างกฎหมาย CLARITY Act ของสหรัฐฯ อาจเปิดทางให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้าควบคุมโครงสร้างพื้นฐานของคริปโต ในขณะที่ร่างกฎหมายดังกล่าวยังคงติดหล่มอยู่ในรัฐสภา จากข้อพิพาทระหว่างอุตสาหกรรมคริปโตและกลุ่มธนาคาร

 

กฎหมายที่ควรปกป้อง กลับอาจกลายเป็นภัยคุกคาม

 

CLARITY Act (ชื่อเต็ม: Digital Asset Market Structure Clarity Act — ร่างกฎหมายว่าด้วยโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล) ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐฯ แต่ ดร. Ernst มองว่ากฎหมายฉบับนี้มีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่ในเนื้อหา

 

CLARITY Act.webp
คำนำของร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตเคอร์เรนซี CLARITY ที่มา: รัฐสภาสหรัฐอเมริกา

 

 

ประเด็นสำคัญที่เธอชี้ให้เห็นคือ บทบัญญัติหลายมาตราใน CLARITY Act ตั้งสมมติฐานว่าทุกกิจกรรมทางการเงินต้องผ่านตัวกลาง (Intermediary) ที่ได้รับการกำกับดูแลจากส่วนกลาง ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของ Blockchain โดยตรง

 

"ความก้าวหน้าที่แท้จริงของ Blockchain ไม่ใช่แค่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่ แต่คือการเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นเจ้าของเครือข่ายที่ตนเองพึ่งพาได้ด้วย" ดร. Ernst กล่าวกับ Cointelegraph

 

เธอเพิ่มเติมว่า หากกิจกรรมทั้งหมดถูกบังคับให้ผ่านสถาบันตัวกลางอีกครั้ง ผู้ใช้งานก็จะกลับไปเป็นเพียง "ลูกค้า" ที่เช่าใช้เทคโนโลยีการเงิน แทนที่จะเป็น "ผู้ถือหุ้น" ในระบบนั้นอย่างแท้จริง

 

จุดดีที่ยังมีอยู่ — แต่ไม่เพียงพอ

 

แม้จะมีข้อบกพร่อง ดร. Ernst ยอมรับว่า CLARITY Act มีสิ่งที่น่าชื่นชมอยู่บ้าง ได้แก่ การแบ่งเขตอำนาจกำกับดูแลระหว่าง SEC (สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ) กับ CFTC (คณะกรรมการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า) ซึ่งเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมเรียกร้องมาหลายปี รวมถึงการคุ้มครองธุรกรรม Peer-to-Peer และการถือ Self-Custody (การเก็บคริปโตในกระเป๋าส่วนตัวโดยไม่ต้องพึ่งบุคคลที่สาม)

 

อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายล้มเหลวในการปกป้อง "Permissionless Blockchain Rails" (โครงสร้างพื้นฐาน Blockchain แบบเปิดที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร) และโปรโตคอล DeFi (การเงินแบบกระจายศูนย์ที่ทำงานบน Blockchain โดยไม่มีตัวกลาง) อย่างเพียงพอ คือความเสี่ยงที่อาจนำจุดล้มเหลวของระบบการเงินเดิมๆ มาสู่โลกคริปโตทั้งหมด

 

ร่างกฎหมายยังติดหล่ม — แบงก์ vs คริปโต

 

ด้านความคืบหน้าของ CLARITY Act ยังคงค้างอยู่ในรัฐสภา เนื่องจากความขัดแย้งหลักระหว่างภาคธนาคารและอุตสาหกรรมคริปโต โดยประเด็นสำคัญคือเรื่อง Stablecoin Yield หรือการที่ผู้ออก Stablecoin (สกุลเงินดิจิทัลที่ตรึงมูลค่ากับสกุลเงิน fiat เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) จะสามารถแบ่งปันดอกเบี้ยให้ผู้ถือเหรียญได้หรือไม่

 

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Coinbase (แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตชั้นนำของสหรัฐฯ) ประกาศถอนตัวจากการสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ โดย Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ระบุว่ามีข้อกังวลเรื่องมาตราที่จะทำให้อุตสาหกรรม DeFi อ่อนแอลง ห้ามการจ่าย Yield บน Stablecoin และขัดขวางการเติบโตของภาค RWA (Real-World Asset Tokenization — การแปลงสินทรัพย์จริงเช่นอสังหาริมทรัพย์หรือพันธบัตรให้อยู่ในรูปแบบโทเคนบน Blockchain)

 

"เราขอไม่มีกฎหมายดีกว่ามีกฎหมายที่แย่" Armstrong กล่าว

 

ด้านวุฒิสมาชิก Bernie Moreno แสดงความหวังว่า CLARITY Act จะผ่านภายในเดือนเมษายนและส่งให้ประธานาธิบดี Donald Trump ลงนาม อย่างไรก็ตาม Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Galaxy (บริษัทลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัล) เตือนว่าหากไม่ผ่านภายในเดือนเมษายน โอกาสที่จะกลายเป็นกฎหมายในปี 2026 จะ "ต่ำมากจนแทบเป็นศูนย์" และยังชี้ว่าประเด็น Stablecoin Yield อาจไม่ใช่ด่านสุดท้าย เพราะยังมีเรื่อง DeFi การคุ้มครองนักพัฒนา และเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลที่รออยู่อีก

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ 
👉 CEO Goldman Sachs ชี้กฎหมาย CLARITY Act ยังอีกยาวไกล 
👉 GENIUS Act เดินหน้าต่อ! รีพับลิกันยอมถอยเรื่อง CBDC หลังดีลโยกไปใส่ในงบกลาโหม NDAA
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph ภาพ cryptorank.io

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict เสียงเตือนจาก ดร. Ernst สะท้อนความกังวลที่หลายคนในชุมชน DeFi มีมาตลอด — กฎระเบียบที่ดูเหมือนจะ "ปกป้อง" นักลงทุนอาจกลับกลายเป็นเครื่องมือที่รวบอำนาจการเงินไว้ในมือผู้เล่นรายใหญ่เหมือนเดิม ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสหรัฐฯ เพราะกฎหมายที่ออกมาจาก Washington มักเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นทั่วโลกนำไปปรับใช้ น่าจับตามองอย่างมากว่า CLARITY Act จะออกมาในรูปแบบใด เพราะมันจะเป็นหนึ่งในกรอบกฎหมายคริปโตที่สำคัญที่สุดในทศวรรษนี้

 

Tags / คีย์เวิร์ด SEO: CLARITY Act, กฎหมายคริปโต, Gnosis, DeFi, Stablecoin Yield, Self-Custody, กฎระเบียบคริปโต, Coinbase

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com