สหภาพยุโรป (EU) เตรียมเสนอแผนการใหญ่ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อจัดตั้ง “หน่วยกำกับดูแลกลาง” ที่จะควบคุมตลาดหุ้น, ตลาดคริปโต, และระบบชำระราคา (Clearing Houses) ทั้งหมดในภูมิภาค ภายใต้รูปแบบเดียวกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC)
เป้าหมาย: รวมตลาดทุนยุโรปให้เป็นหนึ่งเดียว
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “Capital Markets Union” หรือ “สหภาพตลาดทุนยุโรป” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนในการขออนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่นหลายแห่ง และเปิดโอกาสให้ สตาร์ทอัพด้านการเงินขนาดเล็ก (Fintech/DeFi) สามารถขยายบริการข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ระบุว่าแผนนี้จะถูกเสนออย่างเป็นทางการใน เดือนธันวาคม 2025
แนวคิด “ขยายอำนาจ ESMA” เพื่อคุมทั้งตลาดหุ้นและคริปโต
หนึ่งในแนวทางที่กำลังพิจารณาคือ การเพิ่มอำนาจให้กับหน่วยงาน European Securities and Markets Authority (ESMA) เพื่อให้ดูแลบริษัทและแพลตฟอร์มที่มีธุรกรรมข้ามประเทศ เช่น
ตลาดหลักทรัพย์ (Stock Exchanges)
แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต (Crypto Exchanges)
ระบบโครงสร้างหลังการซื้อขาย (Post-trading Infrastructure)
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก Financial Times (FT) ระบุว่า แนวคิดนี้ “ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียง” เพราะบางประเทศ เช่น ลักเซมเบิร์กและดับลิน กังวลว่าอียูอาจไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศขนาดเล็กที่เป็นศูนย์กลางการเงิน
Christine Lagarde หนุนเต็มตัว
Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) และอดีตผู้นำ IMF สนับสนุนแนวทางนี้อย่างเต็มที่ พร้อมกับ Mario Draghi อดีตประธาน ECB โดยมองว่า การรวมศูนย์กำกับ จะช่วยให้ยุโรปมีระบบตลาดทุนที่มั่นคงและแข่งขันได้กับสหรัฐฯ
Lagarde ยังสนับสนุนแนวคิด “ตลาดหลักทรัพย์ยุโรปเดียว (Single European Stock Exchange)” ตามข้อเสนอของเยอรมนี ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญต่อการรวมตลาดการเงินของยุโรป
เดินหน้าไปพร้อมกับแผนออก “ยูโรดิจิทัล” และสินทรัพย์โทเคน
ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐมนตรีคลังของอียูมีท่าทีชัดเจนในการรวมศูนย์การกำกับสินทรัพย์ดิจิทัล โดย
สนับสนุนการพัฒนา เงินสกุลดิจิทัลของธนาคารกลางยุโรป (Digital Euro / CBDC)
และเตรียมเสนอแผน Tokenization ของสินทรัพย์โลกจริง (Real-World Assets: RWA) ในเดือนธันวาคมนี้
ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันระบบการเงินยุโรปให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ขั้นตอนต่อไป
หากคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอแพ็กเกจดังกล่าวในเดือนธันวาคมจริง จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายปกติ (Ordinary Legislative Procedure) ผ่านการพิจารณาของ รัฐสภายุโรป (European Parliament) และ สภาสหภาพยุโรป (European Council)
คาดว่ากระบวนการเจรจาและปรับแก้อาจใช้เวลายาวไปถึงปี 2026
อ้างอิง : theblock.co
ภาพ dlnews.com