Ethereum x Solana วางรากฐาน “DeFi รีบูต” ปี 2026 ดันสถาบันเข้า, อัปโครงสร้าง รับดีมานด์จริง
ปี 2025 ถูกมองว่าเป็น “ปีแห่งการรวมพลัง” ของเครือข่ายเลเยอร์ 1 ชั้นนำ โดยหลายโปรเจกต์โฟกัสไปที่การวางรากฐานเครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อทำให้ interoperability (การเชื่อมต่อข้ามเครือข่าย/ข้ามเลเยอร์) ดีขึ้น พร้อมผลักดันยูสเคสทางการเงินในโลกจริงให้ไปไกลกว่าเดิม
สำหรับ Ethereum จุดเด่นของปี 2025 คือแรงหนุนจากสถาบัน (institutional adoption) และความคืบหน้าด้านการสเกล ขณะที่นักพัฒนาหันไปจับ “อินเตอร์ออปของเลเยอร์ 2” มากขึ้น เพราะนี่คือโจทย์สำคัญก่อนเข้าสู่ปี 2026 ส่วน Solana เลือกทาง “ลงมือหนัก” ด้วยการ stress-test ภายใต้ดีมานด์จริง (โดยเฉพาะช่วงเมมคอยน์) และเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับยูสเคสการเงินที่ลึกขึ้นในปีหน้า
ภาพรวมนี้สำคัญ เพราะถ้าสถาบันเข้ามามากขึ้น, ระบบเชื่อมต่อกันง่ายขึ้น และมีการใช้งานการเงินจริงมากขึ้น ก็มีโอกาสส่งผลต่อ ดีมานด์ระยะยาว, โอกาสด้านผลตอบแทน (yield), และความยั่งยืนของผลตอบแทน บนสินทรัพย์ที่อยู่บนเครือข่ายเหล่านี้
Ethereum ปี 2026: จาก “สเกล” สู่ “Interoperability & Unification”
แรงส่งสำคัญของ Ethereum ในปี 2025 มาจากการยอมรับของสถาบันมากขึ้น ตั้งแต่ spot ETFs ไปจนถึงการเกิดแนวคิด Digital Asset Treasuries (DATs) ที่ทำให้ ETH ถูกถือในรูปแบบ “สินทรัพย์คลัง” มากขึ้น
Mike Silagadze (ผู้ร่วมก่อตั้ง ether.fi) มองว่าความคืบหน้าระดับโปรโตคอลช่วยปลดล็อก โดยชี้ว่า Ethereum โฟกัสการทำให้เลเยอร์ 1 “สเกลได้มากขึ้น” และต้นทุนธุรกรรม “ถูกลงแล้ว และจะดีขึ้นต่อ” พร้อมย้ำว่าโจทย์ที่ถูกทางคือการทำให้ เคลื่อนย้ายสินทรัพย์ข้าม L2 และกลับสู่ Ethereum ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของประสบการณ์ผู้ใช้และการเข้ามาของสถาบัน
ฝั่งผู้สร้างแอปในระบบนิเวศ Ethereum ก็เริ่มพูดภาษาเดียวกันมากขึ้น Alex Cutler (CEO ของ Dromos Labs ทีมเบื้องหลัง Aerodrome บน Base) สรุปทิศทางสั้น ๆ ว่า “Unification” เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราทำให้ถูกและเร็วขึ้นก็จริง แต่แลกกับ UX ที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ และสภาพคล่องที่กระจัดกระจาย ซึ่งเขามองว่า “กำลังจะจบ” และปี 2026 อาจเป็นปีที่ซิลโลต่าง ๆ จะกลับมารวมกัน กลายเป็นประสบการณ์ DeFi ที่เร็ว คุ้มค่า และเชื่อมถึงกันจริงสำหรับทั้งผู้ใช้และสถาบัน
ทำไม “ETF” ยังไม่พอ และ DAT ถูกมองว่าเติมช่องว่าง
แม้ ETF ทำให้นักลงทุนเข้าถึง “ตัวสินทรัพย์” ได้ง่าย แต่ Silagadze มองว่า ETF ไม่ได้พาผู้ถือไปสัมผัส “กิจกรรมบนเชน” และ “โอกาสการทำรายได้ใน DeFi” มากนัก จึงเป็นเหตุผลที่ DAT ถูกพูดถึงว่าอาจช่วยเชื่อมโลกการถือสินทรัพย์กับโอกาสผลตอบแทนบนเชนได้มากกว่า
ในภาพราคา ETH บทความยกว่าปีที่แล้ว ETH เคยลงไปแถว $1,472 (เมษายน) ก่อนเด้งขึ้นไปแถว $4,832 (สิงหาคม) และล่าสุดอยู่ราว $3,000 ซึ่งถูกโยงกับกระแส DATs ที่เริ่มเป็นธีมในตลาด
วิชั่นปี 2026: “เลิกเน้นการพนัน” ไปสู่ยูสเคสการเงินที่คนทั่วไปใช้ได้
Silagadze ชี้ว่าการเติบโตระยะต่อไปควรมาจากผลิตภัณฑ์ที่ “คุ้นมือ” แบบการเงินทั่วไป แต่ทำงานบนรางคริปโตเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะกลุ่ม crypto neobank ที่รวม self-custody + yield + composability ไว้ใน UX เดียว และเน้นยูสเคสจริง เช่น การเข้าถึงบริการธนาคารแบบไร้พรมแดน หรือการเข้าถึงสินทรัพย์อย่าง tokenized equities มากกว่ากิจกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความเสี่ยงแบบ “พนัน” เป็นหลัก
Solana ปี 2025: โดนใช้งานหนัก จนระบบแข็งแรงขึ้น เพื่อปี 2026
หลังปี 2024 ที่ผันผวน Solana ดูเหมือน “ตั้งหลักได้” ในปี 2025 โดยกิจกรรมพุ่งช่วงต้นปีจากการเทรดเมมคอยน์ที่กดระบบหนักมาก
Lucas Bruder (CEO ของ Jito Labs) เล่าว่าเดือนมกราคม “โหดมาก” เพราะทราฟฟิกธุรกรรมทะลัก ส่งผลให้รายได้ของ validator และโปรโตคอล DeFi สูงผิดปกติ แต่ข้อดีคือแรงกดดันนั้นช่วย “ทำให้ระบบแข็ง” ขึ้น
เขาบอกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ตอนนี้ Solana “ลื่นกว่าเดิมมาก” ทั้งความเร็วและความจุ โดย block space เพิ่มขึ้นราว 25% ในปี 2025 ช่วยให้ UX ดีขึ้นและค่าธรรมเนียมลดลง อีกทั้งมีทีม DeFi หน้าใหม่เข้ามาสร้างบน Solana มากขึ้น จนเขามองว่าภาพ “เครือข่ายการเงิน throughput สูง” ของ Solana เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
Jito โฟกัส BAM: ทำ sequencing โปร่งใสขึ้น เพื่อ UX และการตั้งราคาให้ดีขึ้น
สำหรับ Jito ปี 2025 คือปีของโครงสร้างพื้นฐาน โดยทำโปรดักต์ชื่อ BAM เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการจัดลำดับธุรกรรม (transaction sequencing) เป้าหมายปลายทางคือทำให้แอปดีขึ้น ราคา/ค่าธรรมเนียมยุติธรรมขึ้น และ UX ผู้ใช้ดีขึ้น
จุดเปลี่ยนปี 2026: Alpenglow และ finality ระดับ “เกือบทันที”
ไฮไลต์ที่ตลาดจับตาคืออัปเกรด Alpenglow (กลไก consensus) ที่คาดว่าจะเริ่ม rollout ในปี 2026 Bruder อธิบายว่ามันเป็นการ “ทำให้วิธีที่เครือข่ายเห็นพ้องเรื่องบล็อกง่ายขึ้น” เพื่อเพิ่มความเสถียร และลดเวลา finality อย่างมาก
ปัจจุบันธุรกรรมบน Solana ใช้เวลาราว 12–13 วินาที กว่าจะ final แต่ภายใต้ Alpenglow เขาคาดว่า finality อาจลดเหลือราว 1 วินาที ทำให้ธุรกรรม “แทบจะย้อนกลับไม่ได้ทันที” ซึ่งสำคัญมากกับกิจกรรมการเงินที่เดิมพันสูง เพราะต้องการการชำระบัญชีที่เร็วและชัดเจนแบบ deterministic settlement
อ้างอิง : coindesk.com