ความคืบหน้ากฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตของสหรัฐฯ อย่าง CLARITY Act กำลังเจอแรงสะเทือนรอบใหม่ หลังมีรายงานว่า วุฒิสมาชิก Cynthia Lummis คาดว่าคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาอาจ “เลื่อน” การพิจารณา (markup) ออกไป โดยเธอระบุว่าควร “ดึงการโหวตออกมาก่อน” และรอให้ได้ร่างที่ลงตัวกว่าเดิม ซึ่งอำนาจตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่ประธานคณะกรรมาธิการ Tim Scott
ทำไม CLARITY Act ถึงเสี่ยงเลื่อน?
Coinbase ถอนการสนับสนุนแบบเปิดหน้า
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ Coinbase ประกาศไม่สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับล่าสุด โดย CEO Brian Armstrong ให้เหตุผลว่ามีประเด็น “หนัก” หลายด้าน ตั้งแต่
แนวทางที่อาจ “ปิดทาง” tokenized stocks (หุ้นโทเคน)
ข้อกังวลเรื่องรัฐเข้าถึงข้อมูลการเงินได้กว้างเกินไป กระทบความเป็นส่วนตัว
โครงสร้างอำนาจกำกับดูแลที่ทำให้ CFTC มีบทบาทน้อยลงเมื่อเทียบกับ SEC
และประเด็นใหญ่ที่ร้อนที่สุด: การตัด/จำกัด stablecoin rewards
Armstrong ถึงกับสรุปว่า “แย่กว่าสถานะปัจจุบัน” และ “ยอมไม่มีกฎหมายดีกว่ามีกฎหมายแย่ๆ” ทำให้แรงกดดันทางการเมืองพุ่งทันที

เบื้องหลังคือการชนกันของ “แบงก์ vs คริปโต”
แกนขัดแย้งที่ทำให้ร่างกฎหมายเดินยาก คือเรื่อง stablecoin rewards และการกำกับ DeFi
ฝั่งคริปโตมองว่า stablecoin rewards เป็นนวัตกรรมการแข่งขันในตลาดเงินดิจิทัล และช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้
ฝั่งธนาคารกังวลว่าหาก stablecoin แพร่หลาย อาจดูดสภาพคล่องออกจากระบบธนาคารจำนวนมาก
อะไร “เดิมพันสูง” สำหรับทั้งสองฝ่าย
Coinbase อาจกระทบรายได้จริง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์
หากร่างกฎหมายออกมาในทิศทางที่ “ปิด” stablecoin rewards หรือบีบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง อาจกระทบรายได้ของแพลตฟอร์มเทรดโดยตรง เพราะ Coinbase มีรายได้จากฝั่ง stablecoin และ blockchain rewards เป็นสัดส่วนสำคัญ
ถ้าเลื่อนจริง จะเกิดอะไรต่อ?
หากการพิจารณาถูกเลื่อน เกมจะย้ายไปอยู่ที่ “โต๊ะเจรจา” มากขึ้น ทั้งการแก้ถ้อยคำในร่าง การใส่/ถอดเงื่อนไข และการหาจุดสมดุลระหว่าง
การคุ้มครองผู้บริโภค
ความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมคริปโตสหรัฐฯ
และความเสี่ยงต่อระบบการเงินเดิม
สรุป: สัญญาณจาก Lummis สะท้อนว่า CLARITY Act ยัง “ไม่พร้อมผ่าน” ถ้าแรงเสียดทาน DeFi และ stablecoin rewards ยังไม่จบ และเมื่อ Coinbase ซึ่งเป็นผู้เล่นตัวใหญ่ถอนซัพพอร์ต โอกาสเลื่อนก็ยิ่งสูงขึ้น
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ coindesk.com