Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

BlackRock เตือน! ควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจล้างระบบความปลอดภัยของ Bitcoin ได้ในอนาคต
13 May 2025ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

BlackRock เตือน! ควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจล้างระบบความปลอดภัยของ Bitcoin ได้ในอนาคต

บริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลก BlackRock ออกมาเตือนว่า เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computing) อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบความปลอดภัยของ Bitcoin และเครือข่ายบล็อกเชนทั่วโลกในอนาคต

คำเตือนนี้ปรากฏใน เอกสารอัปเดตของกองทุน iShares Bitcoin ETF (IBIT) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ BlackRock ระบุความเสี่ยงด้านนี้อย่างชัดเจนในเอกสารสำหรับนักลงทุน

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับคริปโต?

Quantum Computing คือเทคโนโลยีที่ใช้หลักการของ “กลศาสตร์ควอนตัม” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์แบบก้าวกระโดด ถ้ามันพัฒนาไปไกลพอ อาจสามารถ:

  • ถอดรหัส (break) ระบบเข้ารหัส (cryptography) ที่ใช้ปกป้อง Bitcoin และข้อมูลไอทีทั่วโลก
  • เปิดทางให้แฮกเกอร์เจาะกระเป๋า Bitcoin ที่ไม่ได้ใช้งานมานาน หรือแม้แต่กระเป๋าของ Satoshi Nakamoto (หากเจ้าของไม่อยู่แล้ว)

แล้วนักวิเคราะห์มองว่ายังไง?

James Seyffart นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ให้ความเห็นว่า:

  • การแจ้งความเสี่ยงลักษณะนี้ในเอกสารของ ETF เป็นเรื่อง มาตรฐาน
  • ถึงแม้ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นได้ยากในระยะสั้น แต่บริษัทจำเป็นต้องเปิดเผย “ทุกความเป็นไปได้” ตามกฎของ ก.ล.ต. สหรัฐ (SEC)

ความคืบหน้า Bitcoin ETF

แม้จะมีการพูดถึงความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี แต่ Bitcoin ETF ก็กำลังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง

  • ตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคม ETF บิตคอยน์ทั้งหมดมีเงินไหลเข้าสุทธิรวมกันกว่า $41 พันล้านดอลลาร์
  • เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าว ทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล

Eric Balchunas จาก Bloomberg ระบุว่า “ยอดเงินไหลเข้าสุทธิ (net inflow) คือหนึ่งในเมตริกที่สำคัญที่สุด” เพราะมันแสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนแบบไร้ตัวแปรปั่นป่วน

ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ Paolo Ardoino CEO ของ Tether เคยโพสต์ว่า:

“หาก Quantum Computing พัฒนาถึงจุดหนึ่ง Bitcoin ที่หายไปในกระเป๋านิ่ง ๆ อาจถูกแฮกกลับมาได้ รวมถึงของ Satoshi ด้วย”

ควอนตัม ยังไกล… แต่ BlackRock ไม่มองข้าม

แม้ภัยจากควอนตัมยังอยู่ในระดับทฤษฎีในตอนนี้ แต่การที่ BlackRock ระบุไว้ในเอกสารอย่างเป็นทางการสะท้อนว่า นักลงทุนรายใหญ่เริ่มมองเห็นว่ามันคือความเสี่ยงที่ควรจับตาในระยะยาว โดยเฉพาะต่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ระบบเข้ารหัสเป็นรากฐาน เช่น Bitcoin

อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ forbes.com