Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

Bank of America ไฟเขียวคริปโต แนะจัดพอร์ต 1–4% เปิดทางที่ปรึกษาขาย Bitcoin ETF ได้เต็มตัว
03 December 2025ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

Bank of America ไฟเขียวคริปโต แนะจัดพอร์ต 1–4% เปิดทางที่ปรึกษาขาย Bitcoin ETF ได้เต็มตัว

Bank of America (BoA) หนึ่งในธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ขยับตัวครั้งใหญ่ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยการออกคำแนะนำอย่างเป็นทางการให้ลูกค้านักลงทุนความมั่งคั่ง (wealth clients) สามารถถือ คริปโตเคอร์เรนซีในพอร์ตได้ 1–4% พร้อมเตรียมเริ่มทำ research/coverage บน Bitcoin ETF 4 กองหลัก ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2026 เป็นต้นไป

 

ดีลนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “มุมมองของธนาคารเดียว” แต่สะท้อนว่า วอลสตรีทกำลังยอมรับคริปโตมากขึ้นเรื่อย ๆ และผลักดันให้ Bitcoin, Bitcoin ETF และคริปโต กลายเป็น “ส่วนหนึ่งของการจัดพอร์ตลงทุนอย่างเป็นทางการ”

 

BoA แนะนำคริปโต 1–4%: เปลี่ยนจาก “ห้ามแนะนำ” เป็น “แนะนำโดยตรง”

 

ที่ผ่านมา Bank of America เคยมีนโยบาย “ที่ปรึกษาแนะนำคริปโตไม่ได้” เว้นแต่ลูกค้าจะเป็นฝ่ายถามหรือร้องขอเองเท่านั้น ทำให้ที่ปรึกษาการลงทุนกว่า 15,000 คน ของธนาคารต้อง “เลี่ยงพูดเรื่องคริปโต” ทั้งที่ฝั่งลูกค้าต้องการสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

แต่ตั้งแต่ 5 มกราคม 2026 เป็นต้นไป ธนาคารจะเปลี่ยนท่าทีอย่างเป็นทางการ โดย

 

  • เปิดให้ที่ปรึกษา แนะนำการจัดสรรคริปโตในพอร์ตได้ 1–4%

  • กรอบนี้มุ่งเป้าไปที่ลูกค้าที่ ยอมรับความผันผวนสูงได้ และต้องการกระจายพอร์ตในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม

  • เน้นลงทุนผ่าน ผลิตภัณฑ์ที่กำกับดูแลแล้ว (regulated products) เช่น Bitcoin ETF มากกว่าการไปซื้อเหรียญตรง ๆ บนกระดานคริปโต

 

Chris Hyzy, CIO ฝั่ง Private Bank ของ BoA ระบุว่า การลงทุนคริปโตในสัดส่วนเล็ก ๆ แบบนี้ “อาจเหมาะสม” สำหรับลูกค้าที่เข้าใจความเสี่ยง และต้องการใช้คริปโตเป็นเครื่องมือกระจายพอร์ตในระยะยาว

 

เริ่มทำ Coverage บน Bitcoin ETF 4 กองใหญ่

 

อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือ Bank of America จะเริ่มทำ “coverage” บน Bitcoin ETF ซึ่งหมายถึงการทำบทวิเคราะห์ ติดตามความเคลื่อนไหว และใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ที่ปรึกษาสามารถหยิบขึ้นมาเสนอได้อย่างเป็นระบบ

 

4 กองที่ BoA เตรียมคัฟเวอร์ มีดังนี้

 

  • BITB – Bitwise Bitcoin ETF

  • FBTC – Fidelity Bitcoin ETF

  • Grayscale Bitcoin Mini Trust

  • IBIT – BlackRock iShares Bitcoin Trust

 

ทั้งหมดนี้คือชื่อที่คุ้นหูคนในตลาด เพราะเป็นค่ายใหญ่ทั้ง Bitwise, Fidelity, Grayscale และ BlackRock ที่ถูกมองว่ามีมาตรฐานการจัดการสินทรัพย์สูง และช่วยทำให้ Bitcoin ETF กลายเป็นสินทรัพย์ที่ “สถาบันถือได้ ลูกค้าธนาคารเข้าถึงง่ายขึ้น”

 

เทียบมุมมอง BoA กับ Morgan Stanley, BlackRock, Fidelity และ Vanguard

 

การประกาศของ Bank of America ไม่ได้เกิดขึ้นโดด ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ สถาบันการเงินระดับโลกหันมายอมรับคริปโต ผ่านกรอบการจัดสรรพอร์ตที่ชัดเจน

 

  • Morgan Stanley: แนะนำให้จัดสรรคริปโต 2–4% ในพอร์ตเชิง “opportunistic” หรือพอร์ตที่ยอมรับความเสี่ยงสูงเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่ม

  • BlackRock: มองว่าการถือ Bitcoin 1–2% ในพอร์ตการลงทุนรวม เป็นสัดส่วนที่สมเหตุสมผลสำหรับนักลงทุนจำนวนมาก

  • Fidelity: เป็นหนึ่งในผู้เล่นรายแรก ๆ ที่เสนอให้ถือคริปโต 2–5% และอาจเพิ่มสัดส่วนได้มากขึ้นสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีระยะเวลาลงทุนยาว

 

ด้าน Vanguard ซึ่งเคยขึ้นชื่อว่า “สายอนุรักษนิยม ไม่เล่นคริปโต” ก็เพิ่งยอมเปิดให้ลูกค้าบางกลุ่มสามารถซื้อขาย บางกองทุน ETF และกองทุนรวมที่เกี่ยวข้องกับคริปโต บนแพลตฟอร์มของตัวเองได้ หลังปฏิเสธมานานหลายปี

 

พูดง่าย ๆ คือ วันนี้ Bank of America กำลังก้าวเข้ามายืนแถวเดียวกับ Morgan Stanley, BlackRock, Fidelity และ Vanguard ในการจัดกรอบการลงทุนคริปโตอย่างเป็นระบบ

 

แม้ Bitcoin ราคาย่อลง แต่สถาบันยังมองบวกระยะยาว

 

แม้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคา Bitcoin จะย่อตัวลงประมาณ 10% หลังจากเคยทำจุดสูงสุดแถว ๆ 126,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม แต่หลายสถาบันการเงินรายใหญ่ยังคงมองภาพใหญ่เชิงบวก

 

  • JPMorgan ประเมินเป้าหมายราคาบน (upside target) ของ Bitcoin ไว้ที่ 170,000 ดอลลาร์

  • Standard Chartered เคยประเมินว่า Bitcoin มีโอกาสไปได้ถึง 200,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี (ในกรณีฐานที่ตลาดยังหนุน)

 

ในมุมของธนาคารระดับโลกเหล่านี้ การปรับฐานของ Bitcoin ถูกมองเป็น “ส่วนหนึ่งของวัฏจักร” มากกว่าจะเป็นสัญญาณจบเกม และยิ่งทำให้กรอบการจัดสรรแบบ 1–4% ในพอร์ตโดยรวม ดูสมเหตุสมผลสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้และมองยาว

 

ทำไมสัดส่วน 1–4% ถึงสำคัญสำหรับนักลงทุน

 

สำหรับนักลงทุนทั่วไป การที่ Bank of America ออกมาพูดชัด ๆ ว่า “คริปโตมีที่ของตัวเองในพอร์ต” ในสัดส่วน 1–4% มีนัยสำคัญในหลายด้าน

 

  1. เป็นสัญญาณว่า คริปโตไม่ใช่ของต้องห้ามในสายตาสถาบันอีกต่อไป แต่เป็น Asset Class หนึ่งที่ต้อง “จัดการความเสี่ยงให้เป็น”

  2. สัดส่วนที่เล็กอย่าง 1–4% ช่วยให้

    • ถ้า คริปโตไปได้ดี พอร์ตโดยรวมมีโอกาสได้อานิสงส์

    • ถ้า คริปโตดิ่งแรง ผลกระทบต่อพอร์ตทั้งก้อนยังจำกัด ไม่ถึงขั้นพังทั้งพอร์ต

  3. การเน้นลงทุนผ่าน Bitcoin ETF จากค่ายสถาบัน ทำให้เรื่องการเก็บรักษาทรัพย์สิน (custody) และการกำกับดูแลชัดเจนขึ้น เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่อยากกังวลเรื่องกระดานล้ม หรือต้องเก็บ private key เอง

 

แน่นอนว่า การลงทุนคริปโตยังคงมีความเสี่ยงสูง และไม่ใช่ทุกคนที่ “เหมาะจะถือ” แต่การที่ธนาคารระดับ Bank of America วางกรอบให้แบบนี้ ทำให้การคุยเรื่อง การจัดพอร์ตคริปโต, Bitcoin ETF และ Digital Assets บนโต๊ะที่ปรึกษาการเงิน กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

อ้างอิง : theblock.co