Aave ยื่นร้องฉุกเฉินต่อศาล! ค้านอายัด 30,766 ETH ยัน "หัวขโมยไม่มีวันเป็นเจ้าของสิ่งที่ขโมยมา"
Aave LLC (บริษัทผู้พัฒนาโปรโตคอลให้กู้ยืมแบบกระจายศูนย์รายใหญ่ที่สุดของโลก) ยื่นคำร้องฉุกเฉินต่อศาลกลางสหรัฐฯ เพื่อขอปลดคำสั่งอายัด ETH ราว 73 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,391 ล้านบาท) ที่เกี่ยวพันกับเหตุแฮก Kelp DAO เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยปะทะกับโจทก์ที่ถือคำพิพากษาคดีก่อการร้ายต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งพยายามอ้างสิทธิ์เหนือเงินก้อนนี้ พูดง่ายๆ คือ ศึกแย่งสิทธิ์ในเงินคริปโตที่ถูกขโมยกำลังกลายเป็นคดีตัวอย่างที่จะกำหนดทิศทาง DeFi ในอนาคต
Aave ยื่นคำร้องฉุกเฉิน ปะทะคำสั่งอายัดของศาล
Aave LLC ได้ยื่นคำร้องฉุกเฉิน (emergency motion) ต่อศาลกลางสหรัฐฯ เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ออกเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งสั่งอายัด ETH ราว 30,766 เหรียญ (มูลค่าประมาณ 73 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,391 ล้านบาท) โดยเงินก้อนนี้ถูก Arbitrum DAO (องค์กรปกครองตนเองแบบกระจายศูนย์ของเครือข่าย Arbitrum Layer 2) สกัดเอาไว้ได้หลังเหตุการณ์แฮก Kelp DAO
คำสั่งศาลห้าม Arbitrum DAO เคลื่อนย้ายหรือใช้เงินก้อนนี้ ในขณะที่ฝั่งโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ชนะคดีก่อการร้ายต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือเมื่อหลายปีก่อน พยายามอ้างสิทธิ์เหนือ ETH ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นค่าชดใช้ตามคำพิพากษา (restitution)
"ขโมยไม่ได้เป็นเจ้าของของที่ขโมยมา"
Aave ตอบโต้ว่า ข้ออ้างของฝั่งโจทก์ตั้งอยู่บนการคาดเดาที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า เหตุแฮก Kelp DAO เมื่อ 18 เมษายน เป็นฝีมือของกลุ่ม Lazarus Group (กลุ่มแฮกเกอร์ที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศเชื่อมโยงกับรัฐบาลเกาหลีเหนือ) และที่สำคัญคือ แม้สมมติว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นความจริง การที่ผู้ร้ายครอบครองทรัพย์สินที่ขโมยมาเพียงชั่วคราว ก็ไม่ทำให้เกิดสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแต่อย่างใด
"ขโมยไม่ได้เป็นเจ้าของของที่ขโมยมา"
Stani Kulechov ผู้ก่อตั้ง Aave ระบุในแถลงการณ์ พร้อมเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับโจรที่ขโมยเพชรจากร้านเครื่องประดับ แล้วถูกผู้เห็นเหตุการณ์ยึดคืนได้ โดยย้ำว่า "เงินเหล่านี้เป็นของผู้ใช้งานที่ถูกขโมยไป — เต็มประโยค ไม่มีข้อต่อรอง"
ย้อนรอยเหตุแฮก Kelp DAO และความพยายามกู้คืน DeFi
เหตุการณ์ที่เป็นต้นเหตุของคดีนี้คือการที่คนร้ายใช้ช่องโหว่ใน cross-chain bridge (สะพานข้ามเครือข่ายบล็อกเชน) ที่เชื่อมโยงกับโทเคน rsETH ของ Kelp DAO (โปรโตคอล Liquid Restaking บน Ethereum) ทำการสร้างหลักประกันปลอม แล้วนำไปกู้ ETH จากผู้ใช้งาน Aave ออกมาราว 230 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,534 ล้านบาท)
ไม่นานหลังเหตุการณ์ Arbitrum protocol สามารถสกัด ETH ได้ 30,766 เหรียญ (ปัจจุบันมูลค่าเกือบ 73 ล้านดอลลาร์) และตั้งสำรองไว้สำหรับโครงการกู้คืน โดยเริ่มแรกคาดว่าจะทยอยคืนให้ผู้เสียหาย ในฐานะเงินก้อนใหญ่ก้อนแรกที่กู้คืนได้สำเร็จ
ต่อมาความพยายามนี้ขยายตัวเป็น "DeFi United" — แคมเปญระดมทุนระดับอุตสาหกรรมที่ระดม ETH ได้แล้วกว่า 137,700 เหรียญ (มูลค่าเกือบ 327 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 10,712 ล้านบาท) โดยรอการปลดล็อก ETH ที่ถูกอายัดและการลงมติของแต่ละโปรโตคอล
"ทรัพย์สินที่ถูกอายัดเป็นเงินที่ถูกนำไปจากผู้ใช้งานของ Aave Protocol ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาคนใดเป็นเจ้าของ" คำร้องของ Aave ระบุ
ข้อเรียกร้องของ Aave: ปลดล็อก หรือวางหลักประกัน 300 ล้านดอลลาร์
Aave ขอให้ศาลดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง:
- เพิกถอนคำสั่งอายัด เพื่อปลดล็อก ETH ก้อนนี้กลับสู่กระบวนการคืนเงินผู้เสียหาย
- บังคับให้โจทก์วางหลักประกัน (bond) ขั้นต่ำ 300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9,828 ล้านบาท) เพื่อชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากปล่อยให้คำสั่งอายัดยังคงอยู่ต่อไป
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 สรุปดราม่า: การแฮก Kelp DAO ลุกลามสู่ Aave ทำเงินไหลออก 6.2 พันล้านดอลลาร์
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict คดีนี้น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะกำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายว่า "ทรัพย์สินคริปโตที่ถูกขโมยและกู้คืนได้" ควรตกเป็นของใคร — ผู้เสียหายที่แท้จริง หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเก่าที่อ้างความเชื่อมโยงกับผู้ก่อเหตุ ตรรกะของ Aave ที่ว่า "ขโมยไม่ได้เป็นเจ้าของของที่ขโมยมา" ฟังดูสมเหตุสมผลตามหลักกฎหมายทั่วไป และหากศาลเห็นด้วย ก็จะเป็นชัยชนะสำคัญของวงการ DeFi ในการปกป้องสิทธิ์ของผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม การที่ฝั่งโจทก์สามารถขอให้ศาลออกคำสั่งอายัดได้ตั้งแต่ต้น ก็สะท้อนว่าระบบกระจายศูนย์ยังคงต้องเผชิญหน้ากับอำนาจทางกฎหมายแบบรวมศูนย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO Aave · Kelp DAO · แฮก DeFi · Arbitrum DAO · DeFi United · Lazarus Group · Stani Kulechov · คำสั่งอายัด ETH
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com