Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

[รีวิว] Broken Money (เงินปล้นโลก) หนังสือที่อธิบายว่าระบบการเงินกำลังปล้นคนทั้งโลกได้อย่างไร
บทความโดย Peeraphat Hankongkaew

[รีวิว] Broken Money (เงินปล้นโลก) หนังสือที่อธิบายว่าระบบการเงินกำลังปล้นคนทั้งโลกได้อย่างไร

รีวิวหนังสือ Broken Money (เงินปล้นโลก) โดย Lyn Alden ที่อธิบายว่าระบบการเงินปัจจุบันกำลังปล้นความมั่งคั่งของผู้คนอย่างไร พร้อมเปรียบเทียบกับ Bitcoin Standard และวิเคราะห์แนวคิดเงิ

 

วันนี้เราจะมารีวิวหนังสือ Broken Money (เงินปล้นโลก) ที่เพิ่งได้มา ซึ่งผมใช้เวลาสองวันอ่านจบแบบคร่าวๆ นะครับ

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร ก็ต้องขอเล่าให้ฟังก่อนนะครับว่ามันเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่อง เงิน และระบบการเงิน โดยตรง โดยหนังสือจะเล่าถึงประวัติศาสตร์การเงินในยุคต่างๆมาจนปัจจุบันอย่างละเอียด แต่มีจุดขายคือการนำเสนอเรื่อง ผลกระทบเชิงลบของระบบการเงินในปัจจุบัน อย่างในระบบเงินเฟียตที่กำลังปล้นความมั่งคั่งของคนไป และพูดถึงแนวทางออกของปัญหา


สองแนวคิดที่ขัดแย้งกันมาหลายร้อยปี: เงินเฟ้อ vs เงินฝืด

ซึ่งสำหรับคนที่อาจจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับแนวคิดที่บอกว่าระบบการเงินกำลังปล้นเรายังไง เราก็ขอเล่าคร่าวๆเกี่ยวกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และระบบการเงินก่อน ที่แตกออกเป็นสองแนวคิดก่อน เหมือนแนวคิดฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา

ปรียบเทียบแนวคิดเศรษฐศาสตร์ Keynesian กับ Austrian School เงินเฟ้อ vs เงินฝืด

💸 แนวคิดที่ 1 — เงินเฟ้อ (Inflationary): "ขยายเงินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ"

นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้มองว่าการที่เงินในระบบมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องปกติและจำเป็น เพราะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการจ้างงาน รัฐและธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญในการ "บริหาร" ปริมาณเงินให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ

สำนักที่ยึดแนวนี้ — Keynesian Economics ซึ่งเป็นสำนักที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกปัจจุบัน เชื่อว่ารัฐควรแทรกแซงเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายและนโยบายการเงิน ก่อตั้งโดย John Maynard Keynes ชาวอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1930 ความคิดของเขากลายเป็นรากฐานของนโยบายเศรษฐกิจเกือบทุกประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

 ผลที่มองว่าดีผลที่ถูกวิจารณ์
Keynesian (เงินเฟ้อ)เศรษฐกิจเติบโต กระตุ้นการจ้างงานในยามวิกฤตคนถือเงินสดเสียเปรียบ ความมั่งคั่งกระจุกตัวในมือคนที่เข้าถึงสินทรัพย์ได้ก่อน
Austrian (เงินฝืด)คนออมเงินได้รับรางวัล ระบบไม่สะสมหนี้มากเกินคนอาจชะลอใช้จ่ายรอให้ราคาถูกลง ลูกหนี้แบกภาระหนักขึ้น

🪙 แนวคิดที่ 2 — เงินฝืด (Deflationary): "เงินที่ดีต้องหายาก จึงจะรักษามูลค่าได้"

นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้มองว่าเงินควรมีปริมาณจำกัดและขยายตัวช้า เพื่อให้รักษามูลค่าได้ในระยะยาว เมื่อเศรษฐกิจเติบโตแต่ปริมาณเงินคงที่ ราคาสินค้าจะค่อยๆ ถูกลง อำนาจซื้อของคนที่ทำงานและออมเงินจะเพิ่มขึ้นเองโดยไม่ต้องพึ่งสินทรัพย์เสี่ยง

สำนักที่ยึดแนวนี้ — Austrian School ซึ่งเป็นสำนักที่เป็นรากฐานของแนวคิด Hard Money ก่อตั้งโดย Carl Menger ชาวออสเตรียในศตวรรษที่ 19 และถูกพัฒนาต่อโดย Ludwig von Mises และ Friedrich Hayek (เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1974) สำนักนี้ต่อต้านการแทรกแซงของรัฐในระบบเงินตราอย่างสุดโต่ง และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของชุมชน Bitcoin ในยุคปัจจุบัน

สรุปง่ายๆ: แนวเงินเฟ้อเชื่อว่า "เงินควรทำงาน" ส่วนแนวเงินฝืดเชื่อว่า "เงินควรรักษามูลค่า" สองแนวคิดนี้ขัดแย้งกันมาหลายร้อยปี และ Broken Money คือหนังสือที่พาไปสำรวจว่าระบบการเงินโลกเลือกเดินทางไหน และมันพังตรงไหน


Broken Money เทียบกับ Bitcoin Standard: ต่างกันอย่างไร?

 

เปรียบเทียบหนังสือ Broken Money กับ Bitcoin Standard และ Fiat Standard ของ Saifedean Ammous

และแน่นอนว่าชื่อหนังสือก็บอกอยู่ว่า Broken Money นั้นก็แปลว่าหนังสือเล่มนี้มีการนำเสนอมุมมองตรงข้ามกับแนวคิดเงินเฟ้อ ซึ่งถ้าให้พูดตามตรงว่าหนังสือเล่มนี้คล้ายคลึงกับ Bitcoin Standard อย่างมาก

เพราะว่า 7/10 คือการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์การเงินและแนวคิดตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และจบท้ายด้วยการพูดถึง Bitcoin ว่ามันเป็นทางออกได้ยังไง

ซึ่งแม้จะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ผมคิดว่าเล่มนี้มีความแตกต่างอยู่ระดับนึง แม้หนังสือ Bitcoin Standard จะเป็นหนังสือขายดีติดอันดับในไทย และผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้แปล แต่หนึ่งในข้อติของ Bitcoin Standard คือเวลาที่ผู้เขียนมีความเห็นตรงกันข้ามกับแนวคิดเงินเฟ้อ แม้ว่าจะมีการหาหลักฐานและเหตุผลมารองรับ แต่บอกตามตรงว่าหลักฐานและเหตุผลนั้นมีการเอนข้างและไม่เป็นกลาง บางทีก็ด่าว่าอีกฝ่าย "โง่" ตรงๆเลยก็มี

ตอนที่ผมแปล Bitcoin Standard มันยังไม่ชัดมาก แต่ตอนแปล Fiat Standard คือมันชัดมากบางทีแบบ ประเด็นที่โจมตีมีหนึ่งย่อหน้า แต่หลังจากนั้นอีก 2 หน้าเป็นการด่าแบบพรรณนารัวๆ ซึ่งบอกตามตรงมันก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ

แต่หนังสือ Broken Money นั้นเป็นหนังสือที่มีการเล่าเรื่องโดยยกตัวอย่างจากสองมุมมองที่หนักแน่นกว่า มีตัวอย่างที่เยอะกว่า และมีการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งและมีความเป็นกลางกว่า แต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่กลางมากหรอก แต่คือเรียกได้ว่ามีเหตุผลเยอะกว่าก็แล้วกัน

ตารางเปรียบเทียบ: Broken Money vs Bitcoin Standard vs Fiat Standard

 Broken MoneyBitcoin StandardFiat Standard
ผู้เขียนLyn AldenSaifedean AmmousSaifedean Ammous
ปีที่เขียน202220182021
คะแนนความเอนข้าง (เต็ม 10)6.57.59
จุดเด่นเป็นกลาง วิเคราะห์ลึก มีตัวอย่างเยอะอ่านเพลิน เร้าอารมณ์ เข้าใจง่ายจุดยืนชัด อุดมการณ์แรง
จุดด้อยอ่านเหนื่อย บางส่วนเหมือน Textbookเอนข้างชัด บางช่วงด่าคู่แข่งตรงๆเอนข้างสูงมาก
เหมาะกับคนอยากวิเคราะห์ข้อมูลให้ครบคนอยากอ่านเพลินๆ ได้แรงบันดาลใจคนอยากฟังมุมสุดโต่งของฝ่าย Hard Money

ตัวอย่างความเป็นกลางเลยเช่นหนังสือ Bitcoin standard กับ Fiat Standard จะบอกว่าระบบ Fiat เลวร้ายยังไง ซึ่ง Broken Money ก็บอกว่ามันแย่เหมือนกัน แต่ก็ให้มุมมองที่บอกว่า ระบบเงินเฟียตนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อพิจารณาจากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินของมนุษย์ คือก็ตำหนิแหละผู้เขียนมองว่า เงินเฟ้อนั้นไม่ดี แต่ก็พยายามทำความเข้าใจ

ข้อเสียเลยคือ ด้วยการยกตัวอย่าง การวิเคราะห์ที่เยอะ บางประเด็นวิเคราะห์เยอะมาก ทำให้มันค่อนข้างเรียกได้ว่า น่าเบื่อ กว่า Bitcoin Standard และ Fiat Standard คือมันไม่ถึงกับเยิ่นเย้อ แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังอ่าน Text Book หรือฟังนักวิชาการพูดมากกว่า จะฟังแนคิดเชิงอุดมการณ์ที่เร้าอารมณ์หรือด่าใครซักคนนึง

คือมันก็มีคนทั้งชอบไม่ชอบ คนที่อยากอ่านหนังสือเพลินๆสนุกๆ อาจจะชอบ Bitcoin standard มากกว่า แต่ถ้าเป็นคนที่อยากวิเคราะห์ข้อมูลและได้บทสรุปที่แน่นอนกว่าเล่มนี้จะให้คำตอบได้ดีกว่า นั้นเอง


สิ่งที่ทำให้ Broken Money ต่างจากหนังสือการเงินเล่มอื่นในแนวเดียวกันไม่ใช่แค่เนื้อหา แต่คือบริบทของช่วงเวลาที่มันถูกเขียนขึ้น
 

วิกฤตการเงินปี 2022 ศรีลังกา เลบานอน อาร์เจนตินา อียิปต์ ค่าเงินพัง เงินเฟ้อ

The Bitcoin Standard ของ Saifedean Ammous ตีพิมพ์ในปี 2018 ในช่วงที่วิกฤตการเงินในหลายประเทศยังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่ Lyn Alden เขียน Broken Money ในช่วงปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่ระบบการเงินของหลายประเทศพังพินาศต่อหน้าต่อตาไปพร้อมกัน

  • ศรีลังกา ล้มละลายจากหนี้สาธารณะที่สะสมมาหลายสิบปี ค่าเงินรูปีร่วงหนักกว่า 80% ในปีเดียว เงินเฟ้อพุ่งสูงจนประชาชนไม่มีเชื้อเพลิงขับรถ ไม่มียาในโรงพยาบาล และต้องต่อคิวซื้ออาหารกลางแดดเป็นชั่วโมง ก่อนที่ประชาชนจะบุกทำเนียบประธานาธิบดีในที่สุด
  • เลบานอน เผชิญวิกฤตที่นักวิเคราะห์จัดว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ค่าเงินปอนด์เลบานอนที่ถูกตรึงกับดอลลาร์มาตลอด 22 ปีพังทลายลง 98% ธนาคารปิดให้บริการและจำกัดการถอนเงิน ประชาชนบางส่วนถึงขั้นต้องพกอาวุธบุกธนาคารเพื่อถอนเงินออมชีวิตของตัวเองออกมา
  • อาร์เจนตินา เผชิญเงินเฟ้อเกิน 70% และต้องคุมเข้มการนำเข้าสินค้าตั้งแต่วิสกี้ไปจนถึงซอฟต์แวร์เพื่อหยุดการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ ประชาชนแห่แลกเปโซเป็นดอลลาร์และ Stablecoin จนรัฐบาลต้องสั่งห้ามธนาคารและแอปพลิเคชันการเงินให้บริการซื้อขาย Crypto
  • อียิปต์ ค่าเงินปอนด์ร่วงกว่า 70% นับตั้งแต่มีนาคม 2022 อัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะ 36.5% ในเดือนกรกฎาคม 2023 โดยราคาอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นถึง 68% ธนาคารจำกัดการถอนเงินและโอนเงินต่างประเทศ ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงเงินออมของตัวเองได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2022 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญและไม่ใช่ความผิดพลาดของประเทศเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว แต่มันคือผลสะสมของระบบที่ Lyn Alden อธิบายไว้ตลอดทั้งเล่ม และการที่หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในช่วงเวลานั้นพอดี ทำให้มันไม่ได้เป็นแค่การวิเคราะห์ทางทฤษฎี แต่เป็นการอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของเราในขณะนั้น


ทำไมคนไทยถึงรู้สึกว่าวิกฤตการเงิน "ไม่ใช่เรื่องของเรา"

ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ

 

ซึ่งอันนี้ขอนอกเรื่องนิดนึง แม้ผมจะเขียนหนังสือ Bitcoin มาหลายเล่ม แปลทั้ง Bitcoin Standard และ Fiat Standard แต่พ่อผมก็ยังคิดว่าเงินเฟ้ออ่อนๆดีต่อเศรษฐกิจอยู่ดี

คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่าเรื่องวิกฤตการเงิน ค่าเงินพัง หรือธนาคารล่ม เป็นเรื่องไกลตัว และมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เราคิดไปเองทั้งหมด ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว น้ำตาล ยางพารา หรืออาหารทะเล ซึ่งหมายความว่าแม้เศรษฐกิจจะสั่นคลอน คนไทยก็ยังมีอาหารกินเสมอ ความเจ็บปวดจากเงินเฟ้อจึงไม่เคยถึงขั้นที่ชาวอาร์เจนตินาต้องเผชิญ ที่ราคาอาหารพุ่งขึ้น 68% ในปีเดียว หรือชาวเลบานอนที่ต้องพกเงินสดเป็นกระสอบเพื่อซื้อขนมปังหนึ่งก้อน

และนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินไทย ประเทศไทยก็ไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์ระดับ Bank Run หรือค่าเงินพังทลายชั่วข้ามคืนอีกเลย แม้การเมืองไทยจะถูกวิจารณ์ว่าวุ่นวายและสิ้นหวังแค่ไหน แต่เสถียรภาพทางการเงินกลับดำรงอยู่ได้อย่างน่าแปลกใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไทยมีรากฐานของการเป็น เมืองท่า มาหลายร้อยปี ตั้งแต่ยุคอยุธยาที่พ่อค้าจากจีน อินเดีย เปอร์เซีย และยุโรปมาพบกันที่นี่ ทำให้ระบบการค้าและการเงินของไทยมีความยืดหยุ่นและปรับตัวต่อแรงกระแทกจากภายนอกได้ดีกว่าประเทศที่พึ่งพาทรัพยากรเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังมีมุมมองที่น่าสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มที่มองว่า ความไม่แน่นอนทางกฎหมายและการเมืองของไทยที่สะสมมานาน ส่งผลให้เศรษฐกิจนอกระบบและเงินสีเทาเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความย้อนแย้งที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่ดูเหมือนจุดอ่อนนี้อาจกลับเป็นกันชนที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่ตัวเลขทางการสะท้อน

ความปลอดภัยหลายชั้นนี้ ทั้งจากอาหารที่มีเหลือเฟือ ระบบการเงินที่ผ่านบทเรียนมาแล้ว รากฐานการค้าที่ลึก และแม้กระทั่งเศรษฐกิจนอกระบบที่ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับ ทำให้คนไทยจำนวนมากไม่เคยรู้สึกเป็นรูปธรรมว่า "ระบบเงินที่พัง" มันหน้าตาเป็นอย่างไร

แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เพราะคนรุ่นพ่อแม่ของเรามีเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้รู้สึกว่าเงินเฟ้อ "ไม่ได้แย่" ด้วยซ้ำ เพราะตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่พวกเขาถือครองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน หรือทอง ล้วนมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เงินเฟ้อในสายตาของคนที่มีสินทรัพย์จึงแปลว่า "ของที่ฉันมีอยู่มันแพงขึ้น" ไม่ใช่ "เงินที่ฉันมีอยู่มันด้อยค่าลง"

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามชี้ให้เห็นก็คือ ความรู้สึกนั้นไม่ผิด แต่มันเป็นเพียงครึ่งเดียวของภาพ เพราะคนที่ไม่มีสินทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่คือคนรุ่นเราที่เพิ่งเริ่มต้น กำลังแบกรับต้นทุนของระบบนั้นอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว


ภาพรวม: Broken Money พยายามจะบอกอะไรกัน?

"หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอกว่าระบบการเงินโลกกำลังปล้นเราอยู่อย่างไร โดยเริ่มจากการตั้งคำถามพื้นฐานว่าเงินคืออะไรกันแน่ ผ่านการเปรียบเทียบสองทฤษฎีหลักที่ถกเถียงกันมาหลายร้อยปี ระหว่างฝั่งที่มองว่าเงินคือสินค้าโภคภัณฑ์ที่หายากโดยธรรมชาติอย่างทองคำ กับฝั่งที่มองว่าเงินคือระบบเครดิตที่รัฐและธนาคารสร้างขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Lyn Alden ไม่ได้เลือกข้างใดข้าง แต่สรุปว่าทั้งสองแบบล้วนเป็นรูปแบบของบัญชี สิ่งที่ต่างกันคือใครเป็นคนถือปากกา และนั่นคือคำถามที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้"

จากคำถามนั้น เธอพาผู้อ่านผ่านประวัติศาสตร์การเงินโลกทั้งหมด ตั้งแต่กำเนิดธนาคาร การผูกเงินกับทองคำ การล่มสลายของ Bretton Woods ไปจนถึงระบบ Petrodollar ที่ค้ำยันดอลลาร์อยู่ในปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนระบบการเงิน ผู้ที่ได้ประโยชน์มักเป็นคนที่ควบคุมบัญชีอยู่เสมอ ไม่ใช่ผู้ใช้บัญชี และเมื่อหนี้สาธารณะสะสมจนถึงจุดที่แก้ไม่ได้ด้วยวิธีการเดิม เธอจึงชี้ว่า Bitcoin คือความพยายามครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะสร้างระบบบัญชีที่ไม่มีใครถือปากกาได้เพียงคนเดียว

ทีนี้เราจะมาลงรายละเอียดคร่าวๆ ทีละเรื่องกัน


เงินคืออะไร? — คำถามง่ายที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ

วิวัฒนาการของเงินตลอดประวัติศาสตร์ จากเปลือกหอยถึงเงินดิจิทัล

 

คำถามแรกที่หนังสือตั้งขึ้นมาดูเหมือนง่าย แต่คำตอบไม่ง่ายเลย เพราะสิ่งที่เราเรียกว่าเงินนั้นเปลี่ยนรูปร่างมาตลอดประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เปลือกหอย ใบยาสูบ หินยักษ์บนเกาะยัป ไปจนถึงตัวเลขในมือถือ และในแต่ละยุคคนที่ใช้มันก็เชื่อมั่นว่ามันมีค่าจริงๆ ไม่ต่างจากที่เราเชื่อในธนบัตรที่ถืออยู่ในมือวันนี้

Lyn Alden เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าเงินไม่ได้มีค่าเพราะตัวมันเอง แต่มีค่าเพราะมันเป็น เครื่องมือสื่อสารทางสังคม มันคือภาษากลางที่ทำให้คนสองคนที่ไม่รู้จักกันสามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของได้โดยไม่ต้องพึ่งความไว้ใจส่วนตัว และยิ่งคนยอมรับมันมากเท่าไร มันก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นคือเหตุผลว่าทำไมความหายากเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ โรเดียมหายากกว่าทองคำหลายเท่า แต่ไม่มีใครใช้เป็นเงิน เพราะไม่มีใครยอมรับมันในฐานะนั้น

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือสิ่งที่เธอเรียกว่า ค่าพรีเมียมของการเป็นเงิน เมื่อสิ่งใดถูกยอมรับเป็นเงิน ผู้คนจะต้องการออมมันไว้ ความต้องการนั้นดันราคาให้สูงกว่ามูลค่าใช้งานจริงของมัน ทองคำมีค่าไม่ใช่แค่เพราะทำเครื่องประดับได้ แต่เพราะทุกคนอยากเก็บมันไว้ และนั่นเองที่สร้างปัญหาตามมาเสมอ เพราะเมื่อสิ่งใดมีค่าพรีเมียมสูง ก็ย่อมมีแรงจูงใจให้ผลิตมันเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการนำเปลือกหอยมาจากที่อื่น การปลูกใบยาสูบเพิ่ม หรือการพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม

ประวัติศาสตร์การเงินของมนุษย์จึงเป็นวัฏจักรของการขึ้นและล่มของเงินรูปแบบต่างๆ วนซ้ำอยู่อย่างนั้น และ Lyn Alden สรุปไว้ตรงๆ ว่า สกุลเงินใดๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาล้วนแล้วแต่เสื่อมมูลค่า ไม่มีข้อยกเว้น

 Gresham's Law เงินที่ดีจะถูกเก็บไว้ ไม่ถูกเอาไปใช้


และมีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำในทุกยุคคือ เงินที่ดีจะถูกเก็บไว้ ไม่ถูกเอาไปใช้ เพราะถ้าคุณมีเงินสองแบบในมือ แบบหนึ่งเสื่อมค่าและอีกแบบหนึ่งรักษามูลค่าได้ คุณจะใช้แบบไหนจ่ายก่อน คำตอบชัดเจนคือใช้แบบแย่ก่อนแล้วเก็บแบบดีไว้ นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Gresham's Law และมันอธิบายได้ว่าทำไมทองคำถูกสะสมในตู้เซฟมากกว่าถูกนำไปซื้อกาแฟ และทำไมในประเทศที่เงินเฟ้อสูงอย่างอาร์เจนตินา ผู้คนถือดอลลาร์ไว้แต่ใช้จ่ายเปโซในชีวิตประจำวัน

จากนั้นเธอพาเข้าสู่การถกเถียงที่ยืดเยื้อมาหลายร้อยปีระหว่างสองสำนักคิดหลัก:

ฝั่งแรก — สำนักออสเตรียน ที่มองว่าเงินคือสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากการคัดเลือกของตลาด ผู้คนค่อยๆ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดเป็นเงิน และทองคำชนะการแข่งขันนั้นเพราะมันหายาก คงทน แบ่งย่อยได้ และพกพาได้ ในมุมมองนี้เงินที่ดีควรเกิดจากล่างขึ้นบน ตลาดเป็นคนเลือก ไม่ใช่รัฐบาล

แหวน SOJ กลายมาเป็นสกุลเงินในเกมแทนทอง

Lyn Alden ยกตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดคือในวีดีโอเกม Diablo ที่แม้จะมีทองในเกมเป็นสกุลเงินทางการ แต่ผู้เล่นกลับไม่ใช้มัน เพราะทองในเกมนั้น Monster ตายก็ดรอปได้ไม่จำกัด ยิ่งเล่นนานยิ่งมีเยอะ มันจึงเสื่อมค่าอย่างรวดเร็ว แทนที่ผู้เล่นก็หันมาใช้ไอเทมหายากที่ไม่สามารถผลิตได้ตามใจเป็นสื่อกลางแทน ซึ่งนั่นคือกลไกเดียวกับที่ทำให้เปลือกหอยหรือใบยาสูบเสื่อมค่าในโลกจริง

ฝั่งที่สอง — สำนัก Chartalist หรือแนวคิดเงินเครดิต ที่มองว่าเงินไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่รัฐสร้างขึ้นเพื่อใช้เก็บภาษีและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลักฐานที่ง่ายที่สุดคือคำถามว่าทำไมเราต้องจ่ายภาษีเป็นบาทหรือดอลลาร์ ไม่ใช่ทองคำหรือข้าวสาร คำตอบคือเพราะรัฐกำหนดว่าอะไรใช้ชำระหนี้ภาษีได้ สิ่งนั้นก็กลายเป็นเงินโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะตลาดเลือก แต่เพราะทุกคนต้องการมันเพื่อจ่ายภาษีให้รอด

สองฝั่งนี้ไม่ได้แค่เถียงกันเรื่องทฤษฎี แต่มันสะท้อนมุมมองทางการเมืองที่ลึกกว่านั้น ว่าใครควรมีอำนาจในการกำหนดว่าอะไรมีค่าและเท่าไร มันคือคำถามว่าอำนาจควรอยู่ที่ตลาดหรือที่รัฐ ซึ่งเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบตายตัวแม้แต่วันนี้

แต่ข้อสรุปของเธอไม่ใช่การเลือกข้างใดข้างหนึ่ง เธอบอกว่าทั้งสองแบบล้วนเป็นรูปแบบของบัญชี ทั้งคู่เป็นการจดบันทึกว่าใครมีสิทธิ์ในทรัพยากรเท่าไร สิ่งที่แตกต่างกันคือใครเป็นคนถือปากกา ทองคำถูกควบคุมโดยกฎของธรรมชาติ ไม่มีใครสั่งให้มันมีหรือไม่มีได้ แต่มันเคลื่อนย้ายได้ช้าและยืนยันความแท้ของมันยาก ดอลลาร์เคลื่อนย้ายได้เร็วด้วยระบบดิจิทัล ทำธุรกรรมข้ามโลกได้ภายในวินาที แต่มันแลกมาด้วยการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คนกลุ่มเล็กๆ ที่ถือปากกานั้น

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกปัญหาที่หนังสือเล่มนี้จะพาไปสำรวจในบทต่อๆ ไป เพราะเมื่อมีคนถือปากกา คนนั้นย่อมมีแรงจูงใจที่จะใช้มันเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่ประโยชน์ของทุกคนที่ใช้บัญชีนั้นอยู่

ต้นกำเนิดธนาคาร — ไม่มีใครวางแผนยึดอำนาจ แต่มันเกิดขึ้นเอง

ต้นกำเนิดธนาคารยุคกลาง ระบบ Hawala การโอนเงินข้ามทวีปก่อนยุคอินเทอร์เนต

 

เมื่อเข้าใจแล้วว่าเงินคือระบบบัญชี คำถามต่อไปคือใครเป็นคนจัดการบัญชีนั้น และคำตอบไม่ได้เกิดจากการที่ใครวางแผนยึดอำนาจ แต่เป็นผลธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์พยายามแก้ปัญหาที่หน้าตาง่ายมากๆ นั่นคือ จะส่งเงินข้ามระยะทางไกลๆ ได้อย่างไร

ลองนึกภาพพ่อค้าในยุคกลางที่ต้องการส่งเงินข้ามทวีป การขนเหรียญทองข้ามทะเลทรายหรือมหาสมุทรนั้นอันตรายและช้ามาก โลกจึงคิดค้นระบบที่เรียกว่า Hawala ขึ้นมาในโลกอิสลามยุคศตวรรษที่ 8 แพร่หลายไปทั่วตั้งแต่อาหรับ เปอร์เซีย จนถึงอินเดีย วิธีทำงานง่ายมาก พ่อค้าในแบกแดดฝากเงินกับนายหน้าคนหนึ่ง นายหน้าส่งข้อความไปยังพาร์ทเนอร์ในไคโร แล้วพาร์ทเนอร์ก็จ่ายเงินให้ผู้รับปลายทาง ไม่มีเงินจริงเคลื่อนย้ายแม้แต่บาทเดียว ทั้งระบบทำงานบนความไว้วางใจและชื่อเสียงล้วนๆ และมันใช้งานได้จริงข้ามทวีปมานับพันปี

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอเมื่อมนุษย์แก้ปัญหาเรื่องเงิน — ระบบที่มีประสิทธิภาพกว่าจะชนะเสมอ และระบบที่มีประสิทธิภาพกว่ามักต้องการตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และเมื่อมีตัวกลาง ก็ย่อมมีการรวมศูนย์ตามมาโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครตั้งใจให้เป็นแบบนั้น มันแค่เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในยุคนั้น

การประดิษฐ์ระบบบัญชีคู่ในยุโรปยุคกลางก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มันทำให้ธนาคารติดตามเงินได้แม่นยำขึ้น และเปิดประตูให้เกิด Fractional Reserve Banking หรือการที่ธนาคารเก็บเงินจริงไว้แค่ส่วนน้อยแล้วนำส่วนที่เหลือไปปล่อยกู้ต่อ ในแง่หนึ่งมันคือนวัตกรรมที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้เพราะเงินหมุนเวียนได้เร็วขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่งมันสร้างความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ เพราะถ้าวันไหนความไว้ใจหายและทุกคนแห่มาถอนพร้อมกัน ระบบทั้งหมดก็พังในชั่วข้ามคืน สิ่งที่เรียกว่า Bank Run ไม่ใช่เรื่องในนิยาย แต่มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดประวัติศาสตร์ เป็นราคาที่ต้องจ่ายสำหรับระบบที่มีประสิทธิภาพ

และนี่คือสิ่งที่ Lyn Alden ชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา — การล่มสลายของระบบทองคำไม่ได้เกิดจากความชั่วร้ายของใคร แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระบบที่มีประสิทธิภาพต้องรวมศูนย์ และระบบที่รวมศูนย์ย่อมเปิดช่องให้เกิดการโกงในทางบัญชีได้เสมอ ไม่ใช่เพราะคนในระบบเลวร้าย แต่เพราะโครงสร้างมันเปิดช่องให้ทำได้และบางครั้งก็จำเป็นต้องทำเพื่อให้ระบบอยู่รอด

โทรเลขกับจุดแตกหักของระบบทองคำ

index_clip_image002.jpg

ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นเกิดขึ้นเมื่อโทรเลขถูกประดิษฐ์ขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ทันใดนั้นธุรกรรมการเงินสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรได้ภายในวินาที แต่ทองคำที่ใช้ชำระหนี้จริงๆ ยังต้องขนด้วยเรือใช้เวลาหลายสัปดาห์ ช่องว่างระหว่างความเร็วของธุรกรรมกับความเร็วของการชำระหนี้จริงนี้คือสิ่งที่ Lyn Alden มองว่าเป็น หัวใจของปัญหาทั้งหมด เพราะมันทำให้ทองคำซึ่งเคยเป็นสมอที่ยึดระบบการเงินไว้กับความเป็นจริงเริ่มช้าเกินไปสำหรับโลกที่เร็วขึ้นทุกวัน และธนาคารกับรัฐบาลก็เติมเต็มช่องว่างนั้นด้วยระบบของตัวเอง ไม่ใช่เพราะวางแผนจะครองโลก แต่เพราะมันคือทางออกเดียวที่ใช้งานได้ในเวลานั้น

ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดคือสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่ออังกฤษต้องการทุนทำสงครามแต่ประชาชนไม่ได้อยากซื้อพันธบัตรสงครามมากพอ ธนาคารแห่งอังกฤษจึงเข้าไปซื้อพันธบัตรเหล่านั้นเองในตลาดเพื่อให้ระบบเดินต่อได้ ความจริงนี้ถูกปิดเป็นความลับมาตลอดจนกระทั่งเอกสารถูกเปิดเผยในปี 2017 เกือบร้อยปีให้หลัง แต่ Lyn Alden ไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อชี้ว่าธนาคารแห่งอังกฤษทำผิด เพราะในบริบทของสงครามที่กำลังลุกลามอยู่ ถ้าไม่ทำแบบนั้น อังกฤษอาจแพ้สงคราม มันไม่ใช่ทางเลือก มันคือสิ่งเดียวที่ทำได้ในเวลานั้น

Roosevelt ยึดทองคำจากประชาชนในปี 1933 เพราะระบบธนาคารกำลังพังทลายและไม่มีวิธีอื่นพยุงมันไว้ Nixon ตัดการผูกดอลลาร์กับทองคำในปี 1971 เพราะสหรัฐฯ พิมพ์ดอลลาร์มากเกินไปในช่วงสงครามเวียดนามและโครงการสวัสดิการจนทองคำในคลังไม่พอหนุนหลังอีกต่อไป เมื่อประเทศต่างๆ เริ่มแห่นำดอลลาร์มาขอแลกทองคำจริงๆ Nixon มีทางเลือกสองทาง คือปล่อยให้ทองคำในคลังหมดจนระบบการเงินโลกพังพร้อมกัน หรือปิด Gold Window เสียก่อน

มันไม่ใช่การเลือกระหว่างดีกับเลว แต่เป็นการเลือกระหว่างเลวกับเลวกว่า และนั่นคือสิ่งที่ Lyn Alden สรุปไว้ตรงๆ ว่า สกุลเงินใดๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาล้วนแล้วแต่เสื่อมมูลค่า ไม่มีข้อยกเว้น เพราะตราบใดที่มนุษย์เป็นคนถือปากกา แรงจูงใจที่จะใช้มันเพื่อประโยชน์ตัวเองก็จะตามมาเสมอ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

แต่ละก้าวไม่ได้เกิดจากความโลภหรือความชั่วร้าย แต่เกิดจากการที่ระบบมันพาตัวเองไปถึงจุดที่ไม่มีทางถอยแล้ว และผลสะสมของการตัดสินใจเหล่านั้นคือระบบบัญชีโลกค่อยๆ เคลื่อนออกจากทองคำและเข้าสู่ยุคที่ผู้คุมบัญชีมีอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ ในการเขียนตัวเลขตามที่เห็นสมควร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งที่จะเล่าในบทต่อไป


ความรุ่งเรืองและการล่มสลายของระเบียบการเงินโลก

การประชุม Bretton Woods 1944 จุดกำเนิดระบบการเงินโลกสมัยใหม่ที่ผูกดอลลาร์กับทองคำ

เมื่อระบบบัญชีโลกหลุดออกจากทองคำแล้ว คำถามต่อมาคือใครจะเป็นคนถือปากกาแทน และคำตอบในศตวรรษที่ 20 คือประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารมากที่สุดในโลก นั่นคือสหรัฐอเมริกา

จุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการคือการประชุมที่ Bretton Woods ในปี 1944 เมื่อผู้นำโลกนัดกันออกแบบระบบการเงินหลังสงคราม John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษเสนอให้สร้างสกุลเงินกลางที่ไม่เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อให้ระบบการเงินโลกสมดุล แต่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในเวลานั้นปฏิเสธข้อเสนอนั้น และผลักดันให้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินกลางของโลกแทน โดยผูกดอลลาร์กับทองคำในอัตราคงที่ และให้ทุกสกุลเงินในโลกผูกกับดอลลาร์อีกทอดหนึ่ง

ในตอนนั้นมันฟังดูสมเหตุสมผล เพราะสหรัฐฯ มีทองคำสำรองมากที่สุดในโลกและเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุด แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่คือระบบนี้ต้องการให้สหรัฐฯ ส่งดอลลาร์ออกไปยังโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การค้าโลกเดินได้ แต่ยิ่งส่งดอลลาร์ออกไปมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงว่าทองคำในคลังจะไม่พอหนุนหลัง ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ระบบ Bretton Woods พังในที่สุดอย่างที่เล่าไปในบทก่อนหน้า

Petrodollar — วิธีที่ดอลลาร์รอดมาได้หลัง Nixon Shock

ระบบ Petrodollar ดีล Nixon-ซาอุดีอาระเบีย 1974 ที่ทำให้ดอลลาร์ยังครองโลกหลัง Gold Standard พัง

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก Nixon ปิด Gold Window ในปี 1971 แทนที่ดอลลาร์จะอ่อนแอลง มันกลับยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลกต่อไป เพราะสหรัฐฯ ทำดีลลับกับซาอุดีอาระเบียในปี 1974 ว่า น้ำมันทั่วโลกจะถูกซื้อขายด้วยดอลลาร์เท่านั้น และสหรัฐฯ จะค้ำประกันความปลอดภัยให้ซาอุดีอาระเบียเป็นการแลก ระบบนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Petrodollar และมันทำให้ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินสำรองของโลกมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะทุกประเทศที่ต้องการซื้อน้ำมันต้องถือดอลลาร์ไว้ก่อน

และนี่คือจุดที่ Lyn Alden ชี้ให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ในขณะที่โลกมีสกุลเงินมากกว่า 160 สกุล แต่สกุลเงินเหล่านั้นแทบทั้งหมดไม่มีอำนาจนอกเหนืออาณาเขตของตัวเองเลย คุณพาบาทไทยไปอาร์เจนตินาก็แทบแลกไม่ได้ พาเปโซอาร์เจนตินาไปเยอรมนีก็ไม่มีใครรับ มันย้อนแย้งมากเพราะเราสร้างระบบการเงินขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง แต่สุดท้ายกลับมาอยู่ในสถานการณ์คล้ายเดิม ที่ต้องพึ่งสกุลเงินกลางอย่างดอลลาร์เหมือนที่เคยพึ่งทองคำในอดีต เพียงแต่คราวนี้คนที่ควบคุมสกุลเงินกลางนั้นคือรัฐบาลประเทศหนึ่ง ไม่ใช่ธรรมชาติอีกต่อไป

ค่าเงินคือการเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค

และนั่นทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางมีอำนาจที่คนทั่วไปมักมองข้ามไป นั่นคืออำนาจในการควบคุมค่าเงินได้ตามใจชอบว่าจะให้แข็งหรืออ่อน และนั่นไม่ใช่เรื่องเทคนิคล้วนๆ แต่เป็นเรื่องการเมืองโดยตรง เพราะค่าเงินที่แข็งเป็นประโยชน์กับเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้ ส่วนค่าเงินที่อ่อนเป็นประโยชน์กับลูกหนี้ที่อยากให้หนี้เสื่อมค่า และประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยการต่อสู้ระหว่างสองฝั่งนี้

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเหตุการณ์ในปี 1873 ในสหรัฐฯ เมื่อกลุ่มนายทุนผู้ปล่อยกู้พยายามเรียกร้องให้ยุติสถานะการเป็นเงินของแร่เงินและตรึงดอลลาร์กับทองคำเพียงอย่างเดียว เพราะพวกเขาต้องการให้ดอลลาร์แข็งค่า เงินที่กู้ออกไปจะได้คืนมาในมูลค่าที่สูงขึ้น ในทางกลับกันกลุ่มลูกหนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและแรงงานก็ออกมาเคลื่อนไหวตรงกันข้าม ขอให้แร่เงินยังเป็นเงินต่อไปเพื่อให้อุปทานเงินมีมากขึ้น ค่าเงินอ่อนลง และหนี้ที่แบกอยู่เสื่อมค่าลงไปด้วย การต่อสู้ครั้งนั้นไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่คือการต่อสู้ระหว่างคนที่ได้ประโยชน์จากเงินแข็งกับคนที่ได้ประโยชน์จากเงินอ่อน ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ยังดำเนินอยู่ในรูปแบบต่างๆ จนถึงทุกวันนี้

ฟังดูเหมือนสหรัฐฯ ได้เปรียบทุกทาง แต่ Lyn Alden ชี้ให้เห็นมุมที่คนมักมองข้ามว่ามันมีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน เมื่อทุกคนในโลกต้องการดอลลาร์ ดอลลาร์ก็แข็งค่าเกินจริงอยู่ตลอดเวลา และเมื่อดอลลาร์แข็งค่าเกินจริง สินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ ก็แพงเกินกว่าจะแข่งขันในตลาดโลกได้ โรงงานปิดตัว งานหายไป แรงงานอเมริกาถูกบ่อนทำลายจากภายใน คนที่ได้ประโยชน์จากระบบนี้คือแวดวงการเงินในนิวยอร์กและผู้ส่งออกชาวจีนที่ผลิตสินค้าราคาถูกป้อนให้ชาวอเมริกันที่มีอำนาจซื้อสูง คนที่เสียเปรียบคือแรงงานอเมริกาและประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาที่ถือสกุลเงินที่อ่อนแอกว่า

ระบบ Petrodollar = การล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่?

และนั่นนำไปสู่สิ่งที่ Lyn Alden มองว่าคือ การล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่ ในอดีตมหาอำนาจใช้กำลังทหารควบคุมทรัพยากรของประเทศอื่น แต่ในระบบ Petrodollar มันทำผ่านระบบการเงินแทน ประเทศที่มีสกุลเงินอ่อนแอไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกู้เงินเป็นดอลลาร์เพื่อซื้อน้ำมันและสินค้านำเข้า

และเส้นแบ่งระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือการศึกษา แต่เป็นเรื่องของว่าหนี้ของประเทศนั้นอยู่ในสกุลเงินของตัวเองหรือของคนอื่น ญี่ปุ่นมีหนี้เป็นเยนจึงควบคุมได้ แต่ประเทศอย่างบราซิลมีหนี้เป็นดอลลาร์จึงเปราะบางกว่ามาก เพราะเมื่อค่าเงินของตัวเองอ่อนลง หนี้ที่เป็นดอลลาร์ก็หนักขึ้นเป็นทวีคูณ และวงจรนี้ก็วนซ้ำไม่จบสิ้น ผู้เสียประโยชน์ขั้นสุดท้ายคือประเทศโลกที่สามที่ไม่มีทางเลือกใดๆ เลย

สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าอ่านกว่าหนังสือการเงินทั่วไปคือ Lyn Alden ไม่ได้หยุดแค่การบอกว่าระบบนี้ไม่ยุติธรรม แต่อธิบายด้วยว่าทำไมมันจึงยังคงอยู่ได้ เพราะทุกคนในระบบต่างก็มีเหตุผลของตัวเองที่จะยังใช้มันต่อไป ประเทศที่ส่งออกน้ำมันต้องการความปลอดภัย ประเทศกำลังพัฒนาต้องการเข้าถึงตลาดโลก แม้แต่ประเทศที่เสียเปรียบก็ยังดีกว่าไม่มีระบบเลย และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ระบบนี้แข็งแกร่งและยากที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพราะใครบังคับ แต่เพราะทุกคนยังต้องการมันอยู่


Cantillon Effect และ Entropy ของระบบเงิน Fiat

 

Cantillon Effect คืออะไร เงินที่พิมพ์ใหม่ไหลถึงคนรวยก่อนเสมอ กว่าจะถึงคนทั่วไปราคาขึ้นไปแล้ว

เมื่อระบบบัญชีโลกอยู่ในมือของผู้คุมบัญชีอย่างสมบูรณ์แล้ว คำถามต่อมาคือพวกเขาใช้อำนาจนั้นทำอะไร และคำตอบไม่ใช่เรื่องของการวางแผนร้ายหรือการสมคบคิด แต่เป็นเรื่องของสิ่งจูงใจที่ฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบเอง

เริ่มจากสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Cantillon Effect ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่ยังใช้อธิบายโลกปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ หลักการง่ายมากคือเงินที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ไม่ได้กระจายไปยังทุกคนพร้อมกัน มันไหลผ่านระบบจากคนที่อยู่ใกล้แหล่งพิมพ์เงินก่อนเสมอ และเมื่อถึงมือคนทั่วไปราคาสินค้าก็ขึ้นไปแล้ว

วิกฤตปี 2008 คือตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดที่สุด เมื่อระบบการเงินใกล้จะพัง รัฐบาลและธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้าระบบมหาศาล แต่เงินนั้นไม่ได้ไปถึงมือชนชั้นกลางที่กำลังสูญเสียบ้าน มันไปถึงสถาบันการเงินก่อน และสถาบันการเงินเหล่านั้นก็ใช้มันซื้อสินทรัพย์ราคาต่ำที่คนอื่นกำลังเทขายอยู่

พูดง่ายๆ คือ ระบบเงิน Fiat มอบอำนาจให้ผู้คุมบัญชีสามารถเลือกรักษาชีวิตคนบางกลุ่มและปล่อยให้อีกกลุ่มรับเคราะห์ได้ โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ

มีการคำนวณว่าในช่วง COVID กลุ่มคนรวย 1% บนสุดมูลค่าสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 11 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่กลุ่มล่าง 50% เพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

กลไกดูดความมั่งคั่งที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน

ราคาบ้านในกรุงเทพพุ่งสูงกว่าอัตราเงินเดือน กับดักของระบบดอกเบี้ยต่ำและเงินเฟ้อ

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือกลไกที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราซึ่งเราแทบไม่รู้ตัวเลย คนทั่วไปมักมองว่าระบบภาษีอัตราก้าวหน้าคือหลักประกันความเป็นธรรม รายได้มากเสียภาษีมาก แต่นั่นคือฉากหน้า ฉากหลังคือระบบดอกเบี้ยที่ทำงานตรงกันข้าม คนที่มีสินทรัพย์มากกว่าสามารถกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า นำเงินที่กู้มาซื้อสินทรัพย์เพิ่ม เมื่อสินทรัพย์ราคาขึ้นก็ยิ่งมั่งคั่ง แล้วกู้ซ้ำวนไป ในขณะที่คนที่ไม่มีสินทรัพย์ต้องกู้เงินดอกเบี้ยสูงเพื่อประทังชีวิต จ่ายดอกเบี้ยก้อนใหญ่ให้ระบบ แล้วก็ยิ่งจนลง

ระบบการเงินปัจจุบันจึงมีกลไกที่ดูดความมั่งคั่งจากข้างล่างขึ้นไปข้างบนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีใครสั่งการ

ผลที่เห็นได้ชัดที่สุดในชีวิตประจำวันคือราคาบ้าน เมื่อดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ คนที่มีเงินก็แห่กู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อหนีเงินเฟ้อ บ้านจึงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แต่กลายเป็นตู้เซฟที่ทุกคนแย่งกัน ราคาบ้านจึงพุ่งสูงเกินระดับรายได้ของคนทำงานทั่วไป และคนที่ไม่มีบ้านก็ยิ่งเข้าถึงยากขึ้นทุกปี

มีตัวอย่างหนึ่งในหนังสือที่เล่าได้ตรงประเด็นมากคือในปี 2011 ประธาน Fed สาขานิวยอร์กถูกถามโดยชนชั้นแรงงานว่าจะทำอย่างไรกับราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น เขาตอบว่าต้องพิจารณาทุกปัจจัยประกอบกัน เพราะราคา iPad 2 ยังเท่ากับ iPad รุ่นแรก ผู้ถามตอบกลับสั้นๆ ว่า "แต่เรากิน iPad ไม่ได้"

ประโยคนี้สรุปได้ดีมากว่าช่องว่างระหว่างผู้คุมบัญชีกับผู้ใช้บัญชีมันกว้างแค่ไหน คนที่นั่งออกแบบนโยบายการเงินกับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันในทุกวันกำลังมองโลกคนละใบกัน

วัฏจักรหนี้ระยะยาว — ทศวรรษ 1940 กับทศวรรษ 2020 คล้ายกันอย่างน่าขนลุก

วัฏจักรหนี้ระยะยาว เปรียบเทียบทศวรรษ 1940 กับ 2020 เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

และปัญหาทั้งหมดนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้น มันสะสมมาเป็นวัฏจักรที่ยาวนานหลายสิบปี Lyn Alden อธิบายผ่านแนวคิดที่เรียกว่า วัฏจักรหนี้ระยะยาว โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่า:

ยุคก่อนยุคปัจจุบันลักษณะร่วม
ทศวรรษ 1920ทศวรรษ 2000เครดิตบูมจนพัง
ทศวรรษ 1930ทศวรรษ 2010เศรษฐกิจซบเซา ประชานิยมผงาด
ทศวรรษ 1940ทศวรรษ 2020เงินเฟ้อพุ่ง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมา

ในทศวรรษ 1940 รัฐบาลไม่ได้ประกาศเบี้ยวหนี้ตรงๆ แต่ใช้วิธีตรึงดอกเบี้ยให้ต่ำติดดินแล้วปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ผู้ถือพันธบัตรได้รับดอกเบี้ยครบถ้วนตามสัญญา แต่มูลค่าที่แท้จริงถูกทำลายไปแล้วโดยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ มันคือการเบี้ยวหนี้ที่ไม่มีใครเรียกมันว่าการเบี้ยวหนี้

สิ่งที่ทำให้วัฏจักรนี้น่ากังวลกว่าเดิมคือในยุคปัจจุบันมันไม่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน ในทศวรรษ 1940 สงครามจบแล้วรายจ่ายก็ลดลง แต่ในยุคนี้รายจ่ายสวัสดิการและดอกเบี้ยหนี้สาธารณะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะทำให้มันหยุดได้ และนั่นคือสิ่งที่ Lyn Alden เรียกว่า Fiscal Spiral วังวนที่ยิ่งพยายามแก้ยิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ

และในที่สุดก็นำไปสู่คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า — ถ้าระบบที่มีอยู่มันวิ่งไปในทิศทางนี้โดยที่ไม่มีใครหยุดได้ แล้วทางออกคืออะไร?

เงินแห่งยุคอินเทอร์เนต — Bitcoin แก้ปัญหาอะไรกันแน่?

Bitcoin White Paper

ถึงจุดนี้หนังสือได้วาดภาพให้เห็นแล้วว่าระบบการเงินโลกมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และปัญหาที่สะสมอยู่นั้นใหญ่แค่ไหน คำถามที่เหลืออยู่คือมีทางออกไหม และถ้ามี มันหน้าตาเป็นอย่างไร

Lyn Alden ย้อนกลับไปที่ปัญหาหลักที่เธอพูดถึงมาตลอดทั้งเล่ม นั่นคือ ช่องว่างความเร็ว ธุรกรรมทางการเงินเคลื่อนที่ได้เร็วแบบแสงมาตั้งแต่ยุคโทรเลขในศตวรรษที่ 19 แต่การชำระหนี้ด้วยสินทรัพย์จริงอย่างทองคำยังช้าอยู่แบบวัตถุ ช่องว่างตรงนี้คือสิ่งที่เปิดให้ธนาคารและรัฐบาลยึดอำนาจและถือปากกาสมุดบัญชีมาได้ตลอด 150 ปี

ดังนั้นคำตอบที่แท้จริงจึงไม่ใช่การหาคนดีมาถือปากกา แต่คือการสร้างสินทรัพย์ที่หายากเหมือนทองคำแต่เคลื่อนที่ได้เร็วเหมือนแสง

และนั่นคือสิ่งที่ Satoshi Nakamoto ทำสำเร็จในวันที่ 31 ตุลาคม 2008 เมื่อเขาส่งเอกสาร 9 หน้าไปยังกลุ่มนักเข้ารหัสทางอีเมล เสนอระบบที่ชื่อว่า Bitcoin

และสิ่งที่น่าสนใจคือวันที่เขาเปิดตัว Bitcoin อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2009 เขาฝังพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ Times ไว้ในบล็อกแรกสุดว่า "Chancellor on brink of second bailout for banks" มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือการประกาศว่าเขารู้ดีว่ากำลังแก้ปัญหาอะไรอยู่

ก่อน Bitcoin จะเกิดขึ้น — ความพยายามที่ล้มเหลวมาก่อน

Digicash_telephone_01-642x336.jpg

แต่ก่อนที่ Bitcoin จะเกิดขึ้นได้ มีความพยายามมาก่อนหลายครั้ง โดยที่ทุกระบบล้มเหลวด้วยเหตุผลเดียวกันคือมันยังรวมศูนย์อยู่ และสิ่งที่รวมศูนย์ย่อมถูกโจมตีหรือปิดได้

ระบบผู้สร้างสาเหตุที่ล้มเหลว
DigiCashDavid Chaumไม่มี Network Effect เพียงพอ
E-Goldไม่ระบุเคยมีผู้ใช้กว่า 5 ล้านบัญชี แต่ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งปิด
RPOWHal Finneyต้องพึ่ง Server กลาง จึงเป็นเป้าโจมตีได้

สิ่งที่ Satoshi ทำแตกต่างออกไปคือเขาออกแบบระบบที่ ไม่มีศูนย์กลาง Node หมื่นกว่าตัวทั่วโลกต่างก็เก็บสำเนาของ Ledger ทั้งหมดไว้ ไม่มีใครสามารถปิดมันได้ด้วยการโจมตีจุดเดียว

Bitcoin แก้ปัญหาช่องว่างความเร็วได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพราะมันเป็นสินทรัพย์ที่หายากโดยธรรมชาติ ไม่มีใครสร้างเพิ่มได้เกิน 21 ล้านเหรียญ แต่สามารถส่งข้ามโลกได้ภายในนาที โดยไม่ต้องพึ่งธนาคารหรือรัฐบาลเป็นตัวกลาง และคำถามที่ว่าใครคุมบัญชีของ Bitcoin นั้น คำตอบคือทุกคนและไม่มีใคร — Node Operators หมื่นกว่าตัวทั่วโลกบังคับใช้กฎร่วมกัน ไม่มีใครคนเดียวหรือองค์กรใดพิมพ์ Bitcoin เพิ่ม เปลี่ยนกฎ หรือยึดเหรียญของคนอื่นได้ด้วยการเซ็นเอกสารเพียงฉบับเดียว

Blocksize War — บทพิสูจน์ว่า Decentralization ทำงานได้จริง

หนึ่งในความเสี่ยงที่น่าสนใจที่สุดและไม่ค่อยถูกพูดถึงในหนังสือเล่มอื่นคือ Governance Risk ซึ่งเธออธิบายผ่านเหตุการณ์ที่เรียกว่า Blocksize War ในช่วงปี 2015-2017 เมื่อกว่า 80% ของ Miner และบริษัทใหญ่ในวงการพยายามบังคับเปลี่ยนกฎของ Bitcoin แต่ Node Operators รายย่อยทั่วโลกปฏิเสธและชนะ เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า Decentralization ของ Bitcoin ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่ทำงานได้จริงแม้จะเผชิญแรงกดดันมหาศาล และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ Lyn Alden เปลี่ยนจากคนที่สงสัยในปี 2017 มาเป็นคนที่มั่นใจมากขึ้นในปี 2020

Bitcoin ไม่ใช่ระบบสมบูรณ์แบบ — แต่เป็น Foundation Layer

 

Bitcoin Layer Stack ระบบชั้น Bitcoin Layer 1 ถึง Lightning Network และ Liquid Network

แต่ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ต่างจากหนังสือ Bitcoin ทั่วไปคือ Lyn Alden ไม่ได้อวย Bitcoin อย่างไม่มีเงื่อนไข เธอวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมาหลายด้าน ได้แก่:

  • Market Dilution Risk — Crypto ใหม่อาจแย่งส่วนแบ่ง
  • Software Bug Risk — เกิดขึ้นจริงมาแล้วในอดีต
  • Government Ban Risk — เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ
  • Quantum Computing Risk — อาจทำลายระบบ Encryption ในอนาคต

เธอยังอธิบายด้วยว่า Bitcoin ไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง แต่เป็น Foundation Layer ที่สร้างระบบอื่นบนมันได้ เหมือนกับที่อินเทอร์เนตมีหลายชั้น Lightning Network ทำให้ Bitcoin สามารถใช้จ่ายรายวันได้เร็วและถูก Liquid Network และ Fedimint ให้ Privacy และ Smart Contract มากขึ้น และยังมีการพัฒนาอีกมากที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปได้เพราะ Bitcoin เป็น Open Source Protocol ที่ใครก็สร้างต่อได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

สิ่งที่ทำให้ Bitcoin แตกต่างจาก Crypto อื่นๆ อีกพันกว่าเหรียญที่ตามมาคือการที่มันยอมรับ Trade-off อย่างชัดเจน Bitcoin ไม่พยายามทำทุกอย่างในชั้นเดียว มันเลือกความปลอดภัยและ Decentralization ก่อน แล้วค่อยสร้างความสามารถอื่นเพิ่มในชั้นบน เหมือนกับที่ Ethernet ถูกประดิษฐ์ในปี 1980 และยังใช้งานอยู่จนถึงวันนี้ เพราะมันเป็น Foundation ที่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับทุกอย่างที่สร้างบนมัน


เทคโนโลยี สิทธิมนุษยชน และอนาคตของเงิน

Part สุดท้ายของหนังสือเปลี่ยนโทนจากการวิเคราะห์ระบบมาเป็นคำถามที่เป็นรูปธรรมกว่า นั่นคือเมื่อผู้คุมบัญชีมีเครื่องมือที่ละเอียดและทรงพลังขึ้นทุกวัน ชีวิตของคนธรรมดาจะเป็นอย่างไร

Lyn Alden เริ่มด้วยสิ่งที่เราหลายคนอาจไม่ทันสังเกต นั่นคือความเป็นส่วนตัวทางการเงินที่ค่อยๆ หายไปอย่างเงียบๆ ในอดีตการจะสอดแนมใครต้องใช้แรงงานและความเสี่ยง ต้องส่งคนไปตาม ต้องขอหมาย แต่ในยุคดิจิทัลมันแทบไม่มีต้นทุนเลย ข้อมูลทุกธุรกรรมถูกเก็บโดยอัตโนมัติ ถูกประมวลผลโดย Machine Learning และพร้อมให้รัฐบาลเข้าถึงได้ทุกเมื่อ

กฎหมาย Bank Secrecy Act ของสหรัฐฯ ที่ออกมาในปี 1970 กำหนดให้ธนาคารรายงานธุรกรรมที่เกิน 10,000 ดอลลาร์ต่อวัน ฟังดูเป็นจำนวนใหญ่มากในตอนนั้น แต่เพราะไม่มีการปรับตามเงินเฟ้อ ทุกวันนี้มันกลายเป็นเกณฑ์ที่คนทั่วไปเจอได้ในชีวิตประจำวัน รัฐบาลจึงขยายการเฝ้าระวังได้โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่แม้แต่ฉบับเดียว

CBDC — เมื่อรัฐสามารถ "ควบคุมอย่างสมบูรณ์" ว่าคุณใช้เงินยังไง

CBDC Central Bank Digital Currency คืออะไร ต่างจากเงินสดอย่างไร ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว

 

และถ้าการสอดแนมคือด้านหนึ่งของเหรียญ อีกด้านหนึ่งคือการควบคุมทางการเงินผ่าน CBDC หรือ Central Bank Digital Currency ที่หลายประเทศกำลังพัฒนาอยู่

เธอยกคำพูดของ Agustin Carstens หัวหน้า Bank for International Settlements ที่พูดตรงๆ ว่า CBDC ให้อำนาจ "ควบคุมอย่างสมบูรณ์" ต่อการใช้เงิน ต่างจากเงินสดที่ไม่รู้ว่าใครใช้ และยังมีคำพูดที่ถูกบันทึกของ Christine Lagarde ผู้บริหาร ECB ที่ยอมรับว่า Digital Euro จะมีการควบคุมในระดับหนึ่ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องการป้องกันการก่อการร้าย

ตัวอย่างในโลกจริงที่เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร:

  • จีน ได้ทดสอบ CBDC ที่มีวันหมดอายุแล้ว เพื่อบังคับให้ประชาชนใช้จ่ายแทนที่จะออม
  • ไนจีเรีย จำกัดการถอน ATM ไว้ที่ 45 ดอลลาร์ต่อวันเพื่อบังคับให้ใช้ eNaira แต่หลังผ่านไปปีกว่ายังมีอัตราการใช้งานต่ำกว่า 1%
  • Pegasus Spyware ของบริษัทอิสราเอล NSO Group สามารถติดตั้งบนโทรศัพท์โดยไม่ต้องให้เป้าหมาย Click อะไรเลย และมีหลักฐานว่าถูกใช้กับนักข่าว นักสิทธิมนุษยชน และนักการเมืองฝ่ายค้านในหลายประเทศ รวมถึงไทย สเปน โปแลนด์ และบาห์เรน

Asymmetric Defense — อาวุธที่ผู้คุมบัญชียังทำลายไม่ได้

Phil Zimmermann ผู้สร้าง PGP Encryption 1991 รากฐานของความเป็นส่วนตัวดิจิทัลและ E-Commerce

 

แต่ Lyn Alden ไม่ได้จบ Part นี้ด้วยความหดหู่ เธอชี้ให้เห็นว่ายังมี Asymmetric Defense หรืออาวุธป้องกันที่ผู้คุมบัญชียังทำลายไม่ได้ นั่นคือ Encryption ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกกว่าจะโจมตีถึงพันเท่า ไม่ว่ารัฐบาลจะใช้งบเท่าไรก็ไม่สามารถถอดรหัส Encryption ที่แข็งแกร่งได้

เธอยกกรณีของ Phil Zimmermann ผู้สร้าง PGP ในปี 1991 ซึ่งเป็น Encryption แบบ Public-Key ตัวแรกที่คนทั่วไปใช้ได้ เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ พยายามดำเนินคดีเขาในข้อหาส่งออกอาวุธ เขาตอบโต้ด้วยการพิมพ์ Code ทั้งหมดลงในหนังสือผ่าน MIT Press เพราะหนังสือได้รับการคุ้มครองโดย First Amendment และในปี 1996 รัฐบาลถอนฟ้องและผ่อนคลายกฎควบคุม Encryption ซึ่งกลายเป็นรากฐานของ E-Commerce มาจนถึงทุกวันนี้

สองกรณีจริงที่ทำให้ภาพชัดขึ้น

เธอปิด Part นี้ด้วยตัวอย่างจริงสองเรื่องที่ทำให้ภาพทั้งหมดชัดขึ้น:

กรณีที่ 1 — Freedom Convoy แคนาดา ปี 2022 รัฐบาล Trudeau ใช้อำนาจฉุกเฉินสั่งแช่แข็งบัญชีธนาคารของผู้ประท้วงและผู้บริจาคโดยไม่มีคำสั่งศาล แต่ Bitcoin ที่เก็บด้วย Self-Custody ไม่สามารถถูกแช่แข็งได้ สุดท้ายสองในสามของ Bitcoin ที่บริจาคส่งถึงผู้รับได้สำเร็จ ในขณะที่ GoFundMe และระบบอื่นๆ ถูกบล็อกทั้งหมด

กรณีที่ 2 — นักเคลื่อนไหวไนจีเรีย ที่ถูกแช่แข็งบัญชีเพราะออกมาประท้วงความรุนแรงของตำรวจ และหันมาใช้ Bitcoin รับบริจาคแทน

Lyn Alden สรุปไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า Bitcoin ในมุมมองนี้ไม่ใช่เครื่องมือหลบกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือที่บังคับให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตามกฎหมายของตัวเองก่อนแล้วจึงดำเนินการ ในระบบการเงินปกติรัฐบาลสามารถแช่แข็งบัญชีก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลทีหลัง แต่กับ Bitcoin รัฐบาลต้องพิสูจน์เหตุผลก่อนถึงจะมีช่องทำอะไรได้

โลกสองแบบที่กำลังแข่งกันอยู่ตอนนี้

และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ Bitcoin ในมุมมองนี้ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็งกำไร แต่คือคำตอบสำหรับปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือโลกต้องการเงินที่ไม่ขึ้นกับรัฐใดรัฐหนึ่ง เพราะตราบใดที่เงินยังผูกกับรัฐ มันก็ยังมีอำนาจแค่ในอาณาเขตของรัฐนั้น และยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐนั้นได้เสมอ

Bitcoin จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเงินที่ข้ามพรมแดนได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐใด และไม่มีรัฐใดเป็นเจ้าของมัน

และนั่นคือสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้จบลงที่ทางแยก ไม่ใช่ทางแยกระหว่าง Bitcoin กับ Fiat แต่เป็นทางแยกระหว่างโลกสองแบบที่กำลังแข่งกันอยู่ในขณะนี้:

 โลกแบบที่ 1โลกแบบที่ 2
เครื่องมือCBDC, Surveillance, AIEncryption, Bitcoin, Self-Custody
ทิศทางการควบคุมละเอียดขึ้นทุกวันปัจเจกบุคคลมีอำนาจต่อรองมากขึ้น
คนได้ประโยชน์ผู้คุมบัญชีผู้ใช้บัญชี
ผลของการแข่งขันกำหนดว่า "ใครคุมบัญชี" ในอนาคตกำหนดว่า "ใครคุมบัญชี" ในอนาคต

สรุป
 

หนังสือ Broken Money เป็นหันงสือที่ดี ละเอียด เหมาะกับคนที่สนใจเรื่องระบบการเงินอย่าจริงจังไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม เนื้อหาของหนังสือพยายามพูดผลกระทบของระบบการเงินซึ่งเรียกได้ว่าเอนไปในแนวทางเงินฝืดอยู่พอสมควร แต่มีการวิเคราะห์และยกตัวอย่างที่หนักแน่น อย่างไรก็ตามด้วยความหนักของมันทำให้มันอาจจะเรียกได้ว่าต้องใช้เวลาและพลังในการอ่านมากกว่าปกติ 

ซื้อหนังสือ Broken Money เพื่อเป็นการสนับสนุนทีมงานได้ที่ https://s.shopee.co.th/gLnPXToIL 

FAQ — คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Broken Money และแนวคิดในหนังสือ

Q: Broken Money เหมาะกับใครมากที่สุด? A: เหมาะกับคนที่ต้องการเข้าใจระบบการเงินโลกแบบลึก ไม่ใช่แค่เรื่อง Bitcoin โดยตรง ถ้าคุณเคยอ่าน Bitcoin Standard แล้วอยากได้มุมมองที่สมดุลกว่าและมีหลักฐานเยอะกว่า เล่มนี้คือคำตอบ

Q: ต้องมีพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ก่อนถึงจะอ่านเข้าใจไหม? A: ไม่จำเป็น เพราะ Lyn Alden เขียนโดยอธิบายแนวคิดทุกอย่างตั้งแต่พื้นฐาน แต่บางช่วงมีการวิเคราะห์ที่ค่อนข้างหนักและอาจต้องอ่านช้าขึ้นนิดหน่อย

Q: Broken Money บอกว่า Bitcoin จะ "ชนะ" แน่นอนไหม? A: ไม่ เธอวิเคราะห์ความเสี่ยงของ Bitcoin อย่างตรงไปตรงมาหลายด้าน ทั้ง Quantum Computing Risk, Government Ban Risk และ Software Bug Risk เธอไม่ได้ฟันธงว่า Bitcoin จะชนะ แต่ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่มันพยายามแก้นั้นเป็นจริง และยังไม่มีทางออกอื่นที่เทียบได้ในตอนนี้

Q: Lyn Alden คือใคร ทำไมถึงน่าเชื่อถือ? A: Lyn Alden เป็นนักวิเคราะห์การเงินมหภาคและนักลงทุนชาวอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงจากการวิเคราะห์ข้ามหลายสินทรัพย์ทั้งหุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และ Bitcoin เธอไม่ใช่ Bitcoin Maximalist แต่เป็นคนที่ศึกษาระบบการเงินโดยรวมและมองว่า Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่

Q: CBDC อันตรายจริงไหม หรือแค่ทฤษฎีสมคบคิด? A: มันไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด เพราะหัวหน้า BIS พูดเองตรงๆ เรื่อง "ควบคุมอย่างสมบูรณ์" และจีนทดสอบ CBDC ที่มีวันหมดอายุในโลกจริงแล้ว ประเด็นไม่ใช่ว่าเจตนาร้ายหรือไม่ แต่ว่าเมื่อมีเครื่องมือที่ควบคุมได้มากขึ้น โอกาสที่จะถูกใช้ในทางที่ไม่ตรงเจตนาเดิมก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

Q: คนไทยที่อ่านหนังสือเล่มนี้ควร Takeaway อะไร? A: ประเทศไทยมีความเสถียรภาพทางการเงินที่ดีกว่าหลายประเทศ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป คนที่ไม่มีสินทรัพย์อยู่กำลังแบกรับต้นทุนของระบบเงินเฟ้อโดยไม่รู้ตัว การทำความเข้าใจว่าระบบทำงานอย่างไรคือก้าวแรกของการวางแผนการเงินที่ดีขึ้น

 

 

 

บทความทั้งหมด