"แอคมี่" ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท "อี้ แทนคุณ" หลังถูกกล่าวหาหลอกลงทุนคริปโต 1,300 ล้าน
“วรวัฒน์ นาคแนวดี (แอ็คมี่)’ นักธุรกิจและนักลงทุน ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญาเอาผิด ‘แทนคุณ จิตต์อิสระ’ ในข้อหาหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี มูลค่าความเสียหายกว่า 1,300 ล้านบาท และมีการรับประกันผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่า โดยยืนยันว่าข้อมูลที่ถูกกล่าวพาดพิงดังกล่าว ไม่เป็นความจริง
วันที่ 16 มี.ค. 2569 นายวรวัฒน์ นาคแนวดี ได้มอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายและทนายความยื่นฟ้อง นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ต่อศาลอาญา และศาลได้มีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.750/2569 ในข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มาตรา 328 จากกรณีที่จำเลยจัดการแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนและถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยกล่าวหาว่านายวรวัฒน์มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี มีผู้เสียหายจำนวนมาก รวมถึงอ้างว่ามีความเสียหายรวมกว่า 1,300 ล้านบาท และมีการรับประกันผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่า พร้อมใช้ถ้อยคำในลักษณะกล่าวหาว่าเป็นมิจฉาชีพ (Scammer)
นายวรวัฒน์ระบุว่า ข้อความดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและปราศจากหลักฐานรองรับ แต่กลับถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างกว้างขวางผ่านสื่อมวลชนและแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีการนำเสนอข่าวในลักษณะเดียวกัน ไม่น้อยกว่า 100 สำนักข่าว ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และความน่าเชื่อถือของตนในฐานะนักธุรกิจที่มีเครือข่ายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ในคำฟ้องยังระบุว่า ภายหลังการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของนายวรวัฒน์ได้รับข้อความจำนวนมากในลักษณะโจมตี ดูหมิ่น เหยียดหยาม และคุกคาม อีกทั้งยังมีการนำข้อมูลสถานที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยต่อตัวนายวรวัฒน์และครอบครัว
จากพฤติการณ์ดังกล่าว นายวรวัฒน์จึงยื่นฟ้องในข้อหา หมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 เนื่องจากเป็นการกล่าวหาผ่านการแถลงข่าว การเผยแพร่ภาพ และการถ่ายทอดสดต่อสาธารณะ โดยในคำขอท้ายคำฟ้องได้ขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย ให้จำเลยโฆษณาคำขอขมาต่อผู้ฟ้อง และให้ชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลเห็นสมควร
“ในแวดวงธุรกิจและการเงินซึ่งมีการแข่งขันสูง มักปรากฏกรณีที่มีการกล่าวหา โจมตี หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ของบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายแหล่งข้อมูล รวมถึงข้อมูลจากกระบวนการยุติธรรมจึงมีความสำคัญต่อการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ทั้งนี้ สื่อมวลชนที่เชื่อใน “ความเท็จโดยสุจริต” และได้ทำการการเผยแพร่ “ข้อมูลอันเป็นเท็จนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์” ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวโดยความ “เข้าใจผิด” จะถูกระบุให้เป็นเพียงพยานในคดีนี้เท่านั้น และจะไม่มีการฟ้องร้องต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด เพราะเมื่อเรื่องเข้าสู่ชั้นศาลแล้วสิ่งที่มีความหมายไม่ใช่ “กระแส” แต่คือ “ข้อเท็จจริง” และศาลเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชี้ขาดตัดสิน” นายวรวัฒน์ระบุ”