Pavel Durov เปิดตัว Cocoon เครือข่าย AI กระจายศูนย์บน TON ให้เช่าแรงขุด GPU แลก Toncoin
กระแส AI + Blockchain กำลังขยับไปอีกขั้น เมื่อ Pavel Durov ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มแชตชื่อดังอย่าง Telegram ออกมาประกาศว่า Cocoon – เครือข่าย AI แบบกระจายศูนย์ (Decentralized AI Network) ที่สร้างอยู่บนบล็อกเชน The Open Network (TON) ได้เปิดให้ใช้งานจริงแล้วบนเมนเน็ต
Cocoon ถูกออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์ม กระจายงานประมวลผล AI แบบไร้ตัวกลาง โดย
เจ้าของ การ์ดจอ (GPU) สามารถนำพลังประมวลผลส่วนเกินมาปล่อยเช่าให้เครือข่าย
ระบบจะใช้ GPU เหล่านี้ในการตอบคำถามและประมวลผลคำสั่งด้าน AI ให้ผู้ใช้งาน
ผู้ให้บริการ GPU จะได้รับผลตอบแทนเป็น Toncoin (TON) โทเคนประจำเครือข่าย TON
Durov ระบุว่าโมเดลนี้ช่วยแก้สองปัญหาหลักของวงการ AI ปัจจุบัน คือ ค่าบริการแพงจากผู้ให้บริการรายใหญ่ และ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้

เขาชี้ว่าในโมเดลเดิม ผู้เล่นอย่าง Amazon หรือ Microsoft ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ควบคุมเซิร์ฟเวอร์และข้อมูลทั้งหมด ขณะที่ Cocoon เปิดทางให้ใครก็ได้มาร่วมให้บริการประมวลผลบนโครงสร้างแบบกระจายศูนย์ของ TON ซึ่งช่วยลดทั้งต้นทุน และลดโอกาสที่ข้อมูลจะถูกรวบไว้ที่ศูนย์กลางเดียว
Cocoon บน TON: เมื่อ Telegram ดันโครงสร้างพื้นฐาน Web3 สู่โลก DeAI
TON เคยถูกพัฒนาโดยทีม Telegram มาก่อนจะกลายเป็นบล็อกเชนอิสระในภายหลัง การที่ Cocoon ถูกสร้างบน TON ทำให้ระบบนิเวศของเครือข่ายนี้ขยับจากแค่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินและแอป Web3 ไปสู่การเป็น แพลตฟอร์มประมวลผล AI แบบกระจายศูนย์ เต็มตัว

ในเฟสแรกของการเปิดตัว Cocoon ได้รายงานว่า
เครือข่ายสามารถประมวลผลคำสั่งจากผู้ใช้ชุดแรกเรียบร้อยแล้ว
เจ้าของ GPU กลุ่มแรกเริ่มรับรายได้จริงจากการปล่อยเช่าพลังประมวลผล
โมเดลนี้ทำให้ TON มีโอกาสกลายเป็น Hub ของ AI + Web3 ที่เชื่อมทั้งผู้ใช้ Telegram, นักพัฒนา dApp และชุมชนสาย DePIN (Decentralized Physical Infrastructure Network) เข้าไว้ด้วยกัน
ทำไม DeAI ถึงสำคัญ? มุมมองฝั่ง Cypherpunk และผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัย
ตลอดช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวจำนวนมากออกมาเตือนถึง อันตรายของ AI รวมศูนย์
ระบบ AI ขนาดใหญ่ที่ควบคุมโดยบริษัทยักษ์ใหญ่สามารถรวบรวมข้อมูลผู้ใช้งานในระดับที่ละเอียดมาก
หากข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจส่งผลต่อทั้งความปลอดภัยไซเบอร์ และเกิดการ “ปั้นความจริง” หรือควบคุมทัศนคติของสังคมได้
David Holtzman ผู้บริหารจากโปรโตคอล Naoris เคยให้ความเห็นว่า การใช้บล็อกเชนมาช่วยให้ AI
ตรวจสอบที่มาของข้อมูลได้ (verifiable source)
บันทึกข้อมูลแบบแก้ไขย้อนหลังไม่ได้ (tamper-proof)
ให้โหนดต่าง ๆ ติดต่อกันได้แบบไม่ต้องเชื่อใจกัน (trustless)
ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของแนวคิด Decentralized AI และ Self-Sovereignty — คือทำให้ผู้ใช้ยังคงมีอำนาจควบคุมข้อมูลและตัวตนดิจิทัลของตัวเอง แม้จะใช้บริการ AI อยู่ก็ตาม
งานวิจัย–โพลชี้ คนส่วนใหญ่เชื่อว่า DeAI จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า
ในปี 2024 นักวิจัยจาก Dfinity Foundation และผู้พัฒนา DeAI อย่าง Onicai ได้เสนอ “กฎ 7 ข้อสำหรับ AI ที่มีจริยธรรม” หนึ่งในนั้นคือ
การรัน AI ผ่านบล็อกเชนแบบ Permissionless เพื่อให้ตรวจสอบได้ โปร่งใส และไม่ถูกผูกขาดโดยรายใหญ่
ไม่ใช่แค่ฝั่งนักวิจัยเท่านั้นที่สนใจแนวคิดนี้ เพราะโพลของ Digital Currency Group (DCG) ที่สำรวจผู้ตอบ 2,036 คน พบว่า
ถึง 77% เชื่อว่า AI แบบกระจายศูนย์ (Decentralized AI) จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า AI แบบรวมศูนย์
การเปิดตัว Cocoon บน TON จึงอาจถือเป็นอีกหนึ่ง “หลักฐานเชิงปฏิบัติ” ว่า DeAI ไม่ได้เป็นแค่แนวคิดในกระดาษ แต่กำลังเริ่มถูกนำมาใช้จริงในระดับเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีฐานผู้ใช้หลายร้อยล้านคนอย่าง Telegram อยู่เบื้องหลัง
มองไปข้างหน้า: โอกาสและความท้าทายของ Cocoon และ TON
ในระยะสั้น Cocoon อาจกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่ให้
เจ้าของ GPU ที่มีพลังประมวลผลเหลือใช้
นักพัฒนาแอปพลิเคชันที่ต้องการเรียกใช้โมเดล AI ผ่านโครงสร้างแบบกระจายศูนย์
และตัว TON เองที่มีโอกาสดึงทราฟฟิก–สภาพคล่องเข้ามาในระบบนิเวศมากขึ้น
แต่อีกด้านหนึ่ง โครงการยังต้องพิสูจน์อีกหลายเรื่อง ทั้งในแง่
ประสิทธิภาพ–ต้นทุนเมื่อเทียบกับคลาวด์รายใหญ่
มาตรการด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่ทำได้จริง ไม่ใช่แค่คำโปรย
ความสามารถในการดึงนักพัฒนาและชุมชนให้มาใช้ Cocoon เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของ dApp สาย AI
ถ้า Cocoon สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้อย่างมั่นคง มันอาจกลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของ “Web3 + AI Stack” ในยุคใหม่ ที่ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องแลกข้อมูลส่วนตัวกับความสะดวกสบายของ AI อีกต่อไป
อ้างอิง : cointelegraph.com