นักวิเคราะห์เตือนจับตา Strategy หลังขาย Bitcoin ครั้งใหญ่สุด 3,588 BTC มูลค่า 216 ล้านดอลลาร์ เชื่อจะขายอีกอย่างต่อเนื่อง
Strategy (บริษัทถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลก นำโดย Michael Saylor หรือ ไมเคิล เซย์เลอร์) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ว่าได้ขาย Bitcoin จำนวน 3,588 BTC มูลค่าราว 216 ล้านดอลลาร์ (~7,225 ล้านบาท) ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน–5 กรกฎาคม นับเป็นการขาย Bitcoin ครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์บริษัทและใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา นักวิเคราะห์จาก CF Benchmarks (บริษัทในเครือ Payward ผู้ให้บริการดัชนีและข้อมูลตลาดคริปโต) เตือนว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่ตัวเลขการขายครั้งนี้ แต่คือคำถามว่าการขาย Bitcoin จะกลายเป็น "ทางเลือก" หรือ "ความจำเป็นที่เกิดซ้ำ" ในอนาคต
🧾 รายละเอียดการขายและสถานะการถือครอง
จากข้อมูลที่ Strategy เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ บริษัทขาย Bitcoin ออกเป็น 2 ล็อตติดกัน:
- ล็อตแรก: ขาย 1,363 BTC ระหว่างวันที่ 29–30 มิถุนายน มูลค่า 80.8 ล้านดอลลาร์ (~2,703 ล้านบาท) เฉลี่ยที่ 59,256 ดอลลาร์ต่อเหรียญ (~1,982,113 บาทต่อเหรียญ)
- ล็อตสอง: ขาย 2,225 BTC ระหว่างวันที่ 1–5 กรกฎาคม มูลค่า 135.2 ล้านดอลลาร์ (~4,522 ล้านบาท) เฉลี่ยที่ 60,773 ดอลลาร์ต่อเหรียญ (~2,032,857 บาทต่อเหรียญ)
การขายรวมครั้งนี้ทำให้ยอดถือครอง Bitcoin ของ Strategy ลดลงเหลือ 843,775 BTC มูลค่าประมาณ 52.3 พันล้านดอลลาร์ (~1.75 ล้านล้านบาท) โดยบริษัทมีต้นทุนซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 74,476 ดอลลาร์ต่อเหรียญ (~2,491,222 บาทต่อเหรียญ) รวมต้นทุนทั้งหมดราว 63.7 พันล้านดอลลาร์ (~2.13 ล้านล้านบาท) และปัจจุบันมีผลขาดทุนทางบัญชี (unrealized loss — ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเพราะยังไม่ขายสินทรัพย์ออก) อยู่ประมาณ 11.4 พันล้านดอลลาร์ (~381,330 ล้านบาท)
💬 มุมมองนักวิเคราะห์: คำถามไม่ใช่ "มีพอไหม" แต่คือ "จะยอมขายไหม"
Gabe Selby หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CF Benchmarks ให้สัมภาษณ์กับ The Block ว่าการประกาศขาย Bitcoin ครั้งนี้เริ่มตอบคำถามที่งบดุลของบริษัทตอบไม่ได้ นั่นคือฝ่ายบริหารพร้อมจะปล่อย Bitcoin เพื่อเสริมสภาพคล่องดอลลาร์หรือไม่ โดยยอดขายครั้งนี้คิดเป็นราว 0.42% ของยอดถือครองก่อนขาย และเทียบเท่าราว 1.5 เดือนของภาระทางการเงินปัจจุบัน
Selby ระบุว่างบดุลบอกได้แค่ว่าบริษัท "จ่ายได้หรือไม่" แต่การขายครั้งนี้เริ่มแสดงว่าบริษัท "เต็มใจจะทำหรือไม่" — สำหรับผู้ถือหุ้นสามัญ MSTR การขายอาจดูเหมือนการเจือจางมูลค่า (dilution) ขณะที่สำหรับผู้ถือ STRC (หุ้นบุริมสิทธิ Series C ที่ให้ผลตอบแทนรายปี 12%) การขายอาจถูกมองเป็นการปกป้องผลประโยชน์แทน
หุ้นบุริมสิทธิ STRC เคยเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการซื้อ Bitcoin ของ Strategy ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ราคาซื้อขายยังไม่กลับสู่ระดับพาร์ (par — ราคาตราสารตามมูลค่าที่ตราไว้) ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ทำให้บริษัทไม่ได้ใช้ STRC ระดมทุนซื้อ Bitcoin เพิ่มมาหลายสัปดาห์แล้ว
CF Benchmarks ระบุว่านักลงทุนกังวลน้อยลงเรื่อง "สินทรัพย์จะหมด" แต่กังวลมากขึ้นเรื่อง "ฝ่ายบริหารจะเลือกใช้สินทรัพย์อย่างไร" โดยมองว่าการร่วงของ STRC ลงสู่ระดับ 70 ดอลลาร์เศษ สะท้อนความไม่แน่นอนด้านลำดับความสำคัญมากกว่าความกลัวว่า Bitcoin จะไม่พอ แม้จะยอมรับว่าปัจจัยอื่น เช่น อัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องตลาด อาจมีส่วนเช่นกัน
แบบจำลองของ CF Benchmarks ยังประเมินว่ามีโอกาสเพียง 2.5% ที่ราคา Bitcoin จะร่วงลงไปแตะระดับประมาณ 23,300 ดอลลาร์ (~779,385 บาท) ซึ่งเป็นจุดที่มูลค่า Bitcoin และเงินสดสำรองของ Strategy จะเท่ากับภาระหนี้และหุ้นบุริมสิทธิตามแบบจำลอง
Selby ยังระบุว่าความสามารถในการจ่ายหนี้ระยะสั้นของ Strategy ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล เพราะต้นทุนทางการเงินรายปีของบริษัทอยู่ที่ราว 3.4% ของมูลค่า Bitcoin ที่ถือครอง ขณะที่เงินสดสำรองครอบคลุมค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ราว 17.4 เดือน หรือ 25.9 เดือนหากรวมวงเงินสำรองที่ได้รับอนุมัติเพิ่มเติม
"สิ่งที่ทำให้การขายครั้งล่าสุดสำคัญคือโครงสร้างทุนที่ขยายตัวขึ้นจาก STRC โดยการขายจำนวนจำกัดครั้งนี้ช่วยพยุงสภาพคล่อง" Selby กล่าว "ความกังวลจะเริ่มต้นเมื่อการขาย Bitcoin ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นความจำเป็นที่ต้องเกิดซ้ำเพื่อรักษาโครงสร้างทุน"
📊 กรอบการเงินใหม่และวงเงินขายที่เหลืออยู่
การขายครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ Strategy ต่อจากการขาย 704 BTC ช่วงตลาดหมีปี 2565 และการขาย 32 BTC เมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่เป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิและเติมเงินสดสำรอง USD ที่ใช้เพื่อจุดประสงค์นี้ให้กลับขึ้นไปอยู่ที่ 2.55 พันล้านดอลลาร์ (~85,298 ล้านบาท) ณ วันที่ 5 กรกฎาคม
ภายใต้กรอบนโยบายใหม่ที่เรียกว่า Digital Credit Capital Framework บอร์ดบริหารได้กำหนดว่าเงินสดสำรอง USD ต้องใช้เฉพาะสำหรับจ่ายเงินปันผลและดอกเบี้ยหุ้นบุริมสิทธิเท่านั้น พร้อมทั้งอนุมัติโครงการซื้อคืนตราสารหนี้ดิจิทัล (Digital Credit Securities Repurchase Program) มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ (~33,450 ล้านบาท) ครอบคลุมหุ้นบุริมสิทธิ STRC, STRF, STRD และ STRK รวมถึงโครงการซื้อคืนหุ้นสามัญ Class A อีก 1 พันล้านดอลลาร์แยกต่างหาก
นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัว BTC Monetization Program ที่อนุญาตให้ขาย Bitcoin เพื่อระดมทุนได้สูงสุด 1.25 พันล้านดอลลาร์ (~41,813 ล้านบาท) สำหรับเติมเงินสำรอง จ่ายปันผลและดอกเบี้ยหุ้นบุริมสิทธิ หรือซื้อคืนตราสารหนี้ดิจิทัลและหุ้นสามัญ โดย ณ วันที่ 5 กรกฎาคม วงเงินเต็มจำนวนของโครงการนี้ยังไม่ถูกใช้เลย
อย่างไรก็ตาม Matthew Sigel หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของ VanEck (บริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลก) ตั้งข้อสังเกตว่า BTC Monetization Program ใช้ครอบคลุมเฉพาะการขายเพื่อเติมเงินสำรองเท่านั้น ส่วน Bitcoin ที่ขายเพื่อจ่ายเงินปันผลโดยตรงไม่นับรวมอยู่ในเพดานดังกล่าว เขาระบุว่า Strategy จึงมี "ความสามารถในการขาย Bitcoin มากกว่าที่ตัวเลขเพดาน 1.25 พันล้านดอลลาร์บ่งชี้"
ขณะเดียวกัน มูลค่าหุ้นของกลุ่มบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ถือครอง Bitcoin เป็นทุนสำรอง (digital asset treasury companies) จำนวนมากยังคงร่วงลงอย่างมากจากจุดสูงสุดในช่วงฤดูร้อนปี 2568 เนื่องจากอัตราส่วนมูลค่าตลาดต่อมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (mNAV) หดตัวลงอย่างชัดเจน โดยหุ้น MSTR เองยังคงร่วงลงราว 79% จากจุดสูงสุด ด้วยอัตราส่วน mNAV ปัจจุบันอยู่ที่ 1.07 เท่า ตามข้อมูลจาก VanEck
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้ง Strategy ขาย Bitcoin 32 เหรียญเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ก่อนจะกลับมาซื้อเพิ่มอีก 1,550 BTC ในสัปดาห์ถัดมา
👉 Strategy กลับมาซื้อ Bitcoin! กวาด 1,550 BTC หลังดราม่าขาย 32 เหรียญ ดันคลังแตะ 845,256 BTC
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict การขาย Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Strategy ครั้งนี้สะท้อนว่าแม้แต่บริษัทที่ยึดมั่นในปรัชญา "ไม่ขาย Bitcoin" มาอย่างยาวนาน ก็ยังต้องปรับตัวตามแรงกดดันของโครงสร้างทุนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จากการมีหุ้นบุริมสิทธิหลายชุด สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่ตัวเลขการขายในแต่ละครั้ง แต่คือแนวโน้มว่าการขายจะกลายเป็นกิจวัตรที่เกิดซ้ำหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้ถือหุ้นสามัญและผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิในระยะยาว ทั้งนี้ ตัวเลขความเสี่ยงจากแบบจำลองของ CF Benchmarks ที่ระบุว่ามีโอกาสเพียง 2.5% ที่สถานะการเงินของบริษัทจะถูกกดดันหนัก ก็เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ภาพรวมมีบริบทมากขึ้น แม้จะยังต้องติดตามพัฒนาการของ STRC และแนวทางบริหารสภาพคล่องของบริษัทอย่างใกล้ชิดต่อไป
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO Strategy, MSTR, ขาย Bitcoin, Michael Saylor, STRC, CF Benchmarks, Bitcoin Treasury, BTC Monetization Program
⚠️ คำเตือนความเสี่ยงการลงทุน: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง มูลค่าอาจผันผวนได้ทั้งขึ้นและลง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com