Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

รายงาน OCC แฉ 9 แบงก์ยักษ์สหรัฐ กีดกันธุรกิจอ่อนไหว ขัดเป้าสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางคริปโต
11 December 2025ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

รายงาน OCC แฉ 9 แบงก์ยักษ์สหรัฐ กีดกันธุรกิจอ่อนไหว ขัดเป้าสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางคริปโต

ประเด็น “debanking” หรือการถูกธนาคารปฏิเสธให้บริการทางการเงิน กลับมาเป็นจุดโฟกัสอีกครั้ง หลังจาก Office of the Comptroller of the Currency (OCC) หน่วยงานกำกับดูแลธนาคารของสหรัฐฯ เผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า

 

ธนาคารยักษ์ใหญ่ 9 แห่งของสหรัฐฯ มีการจำกัดหรือปฏิเสธบริการแก่ธุรกิจบางภาคส่วน ทั้งที่เป็นกิจการถูกกฎหมาย

 

หนึ่งในนั้นคือ ภาคส่วนคริปโต ซึ่งรวมถึง

 

  • ผู้ออกเหรียญคริปโต (issuers)

  • ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนคริปโต (exchanges)

  • ผู้ดูแลระบบสินทรัพย์ดิจิทัล (administrators)

 

ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “อุตสาหกรรมอ่อนไหว” เคียงข้างธุรกิจน้ำมัน–ถ่านหิน–ปืน–เรือนจำเอกชน–บุหรี่–อีบุหรี่ และธุรกิจบันเทิงผู้ใหญ่

 

OCC: แบงก์ใหญ่เลือกปฏิบัติกับลูกค้า แม้ทำธุรกิจถูกกฎหมาย

 

OCC ระบุว่า จากการตรวจสอบช่วงปี 2020–2023 พบว่า 9 ธนาคารใหญ่ของสหรัฐฯ มีการ

 

  • ออกนโยบาย จำกัดการเข้าถึงบริการทางการเงิน

  • หรือบังคับให้ลูกค้ากลุ่มเสี่ยงต้องผ่านกระบวนการอนุมัติ–รีวิวขั้นสูงกว่าปกติ

 

019b0af1-e47c-7d15-b2ae-2ba3ffbcb080.webp
ที่มา: OCC

 

โดยไม่ได้อ้างเหตุผลด้านความเสี่ยงแบบ “เป็นกลาง” แต่มีการ แบ่งแยกลูกค้าตาม “ประเภทของธุรกิจที่แม้จะถูกกฎหมาย”

 

กลุ่มธนาคารที่ถูกตรวจสอบในรายงานนี้ได้แก่

 

  • JPMorgan Chase

  • Bank of America

  • Citibank

  • Wells Fargo

  • US Bank

  • Capital One

  • PNC Bank

  • TD Bank

  • BMO Bank

 

Jonathan Gould Comptroller of the Currency ให้คำวิจารณ์แรงว่า

 

“น่าเสียดายที่ธนาคารใหญ่ที่สุดของประเทศเห็นว่านโยบาย debanking แบบนี้ เป็นการใช้ใบอนุญาตและอำนาจตลาดที่รัฐมอบให้ในทางที่เหมาะสม”

 

เขายังระบุว่า หลายธนาคาร ประกาศแนวทางเหล่านี้อย่างเปิดเผย ขณะที่ยังยืนยันต่อสาธารณะว่า “ไม่ได้เดแบงก์ใคร” ซึ่งขัดกับสิ่งที่ OCC พบจากการตรวจสอบ

 

OCC ระบุด้วยว่า การสอบสวนยังดำเนินต่อ และ อาจส่งต่อเรื่องนี้ให้กระทรวงยุติธรรม (DOJ) พิจารณาในขั้นถัดไป

 

คริปโตติดโผ “กลุ่มเสี่ยง” ถูกจำกัดบัญชี–เข้มงวดเป็นพิเศษ

 

แม้รายงานจะไม่ลงชื่อบริษัทหรือเคสทีละราย แต่ OCC ยืนยันว่า ภาคส่วนที่โดนจำกัดรวมถึง

 

  • การสำรวจและผลิต น้ำมันและก๊าซ

  • เหมือง ถ่านหิน

  • อุตสาหกรรม อาวุธปืน

  • เรือนจำเอกชน

  • ผู้ผลิตบุหรี่และ อีบุหรี่

  • ธุรกิจบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่

  • และ ภาคส่วนคริปโต

 

ในกรณีของคริปโต OCC ระบุว่า แบงก์หลายแห่งใช้มาตรการเข้มงวดกับ

 

  • ผู้ออกเหรียญ (issuers)

  • เว็บเทรดหรือแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน (exchanges)

  • ผู้ดูแลระบบสินทรัพย์ดิจิทัล (administrators)

 

โดยให้เหตุผลมักเกี่ยวข้องกับ

 

“ข้อกังวลด้านอาชญากรรมทางการเงิน (financial crime considerations)”

 

แปลว่า ในทางปฏิบัติ ธุรกิจคริปโตจำนวนมากถูก

 

  • ปฏิเสธการเปิดบัญชี

  • ถูกปิดบัญชี

  • หรือถูกบังคับให้ผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ “สูงกว่าค่าเฉลี่ย” อย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้กิจกรรมของธุรกิจเหล่านี้จะอยู่ในกรอบ “ถูกกฎหมาย” ภายใต้กฎของสหรัฐฯ ก็ตาม

 

ฝั่งนักคิดเสรีนิยม: รายงาน OCC ยัง “ไม่แตะต้นตอจริง” ของปัญหา debanking

 

แม้รายงานของ OCC จะสะท้อนปัญหาที่วงการคริปโตและธุรกิจอ่อนไหวพูดถึงกันมานาน แต่ก็ไม่ได้รอดพ้นจากคำวิจารณ์

 

Nick Anthony นักวิเคราะห์นโยบายจากสถาบัน Cato (สายเสรีนิยม) ให้ความเห็นว่า รายงานนี้

 

  • “ยังทิ้งข้อสงสัยไว้มาก”

  • และ ไม่ได้พูดถึง “ต้นเหตุหลัก ๆ” ของ debanking อย่างตรงไปตรงมา

 

เขาชี้ว่า ในทางปฏิบัติ หน่วยงานกำกับเองก็ประเมินธนาคารจาก “ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง” (reputation risk) ซึ่งเปิดช่องให้ธนาคาร

 

  • ปิดกั้นลูกค้าที่สร้าง “ภาพลบ” ทางการเมืองหรือสังคม

  • แม้จะทำธุรกิจถูกกฎหมาย

 

และในกรณีคริปโต เขาชี้ว่า

 

รายงานของ OCC ดูเหมือนจะโทษธนาคารที่ตัดความสัมพันธ์กับบริษัทคริปโต แต่กลับไม่พูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า FDIC เคยบอกให้ธนาคาร “อยู่ห่าง” จากบริษัทคริปโตอย่างชัดเจน

 

FDIC–Fed โดนมองว่าเป็น “ตัวตั้งตัวตี” เดแบงก์คริปโตยุค Biden

 

ด้าน Republicans ในคณะกรรมาธิการการเงินของสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า

 

  • FDIC ใช้ “จดหมายพัก (pause letters)” ส่งถึงธนาคาร

  • โดยขอให้ “ชะลอ” หรือ “ทบทวน” ความสัมพันธ์กับบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลในยุครัฐบาล Biden

 

ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยผลักให้เกิด “debanking ทั้ง ecosystem ของสินทรัพย์ดิจิทัล”

 

Caitlin Long ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Custodia Bank (ธนาคารสายคริปโตในสหรัฐฯ) ก็ออกมาเสริมว่า

 

  • ตัวการที่เลวร้ายที่สุดต่อการเดแบงก์คริปโตในยุค Biden คือ FDIC และ Federal Reserve

  • ส่วน OCC ถือว่า “ไม่ใช่ผู้เล่นหลักในภารกิจบีบคริปโต” โดยเฉพาะในระดับแบงก์ใหญ่

 

เธอปกป้อง OCC บางส่วนด้วยว่า รายงานนี้โฟกัสที่ “ธนาคารขนาดใหญ่” ในขณะที่นโยบายที่ “บี้คริปโตแรง ๆ” มักไปลงกับ ธนาคารขนาดเล็กและกลาง มากกว่า

 

ความหมายต่อวงการคริปโตและตลาดการเงิน: ธนาคาร–รัฐ–คริปโต ยังต้องเคลียร์กันอีกยาว

 

ในเชิงภาพใหญ่ รายงาน OCC ครั้งนี้สะท้อนอย่างน้อย 3 ประเด็นสำคัญที่วงการคริปโตควรจับตา:

 

  • 1) ปัญหา debanking ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่มีหลักฐานจากหน่วยงานกำกับยืนยัน
    Crypto issuers, exchanges และผู้เล่นใน ecosystem ถูกจำกัดการเข้าถึงระบบธนาคารจริงในช่วง 2020–2023

  • 2) ธนาคารไม่ได้ตัดสินใจลำพัง
    แรงกดดันจาก FDIC, Fed และกรอบด้าน “ความเสี่ยงชื่อเสียง” มีส่วนสำคัญในการกำหนดท่าทีของธนาคาร

  • 3) เกมนี้เพิ่งเริ่ม – ผลสอบอาจไปจบที่ DOJ
    การที่ OCC ระบุชัดว่าพร้อมส่งข้อมูลต่อให้กระทรวงยุติธรรม หมายความว่า

    • อาจมีการสอบสวนเชิงลึกต่อธนาคาร

    • หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ “ว่าธนาคารจะปฏิเสธลูกค้าแบบไหนได้บ้าง” ในอนาคต

 

อ้างอิง : cointelegraph.com

ภาพ reuters.com