Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

Moody’s เตรียมให้เรตติ้ง Stablecoin เน้นดู “คุณภาพทุนสำรอง” แยกคะแนนแต่ละเหรียญชัดเจน
13 December 2025ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

Moody’s เตรียมให้เรตติ้ง Stablecoin เน้นดู “คุณภาพทุนสำรอง” แยกคะแนนแต่ละเหรียญชัดเจน

เมื่อ Stablecoin กำลังจะกลายเป็น “สะพาน” เชื่อมโลกคริปโตกับระบบการเงินดั้งเดิม หน่วยงานจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ของโลกอย่าง Moody’s ก็เตรียมลงมาเล่นในสนามนี้อย่างจริงจัง ด้วยการเสนอ กรอบการให้เรตติ้ง Stablecoin ที่โฟกัสไปที่

 

  • คุณภาพ สินทรัพย์สำรอง (Reserve Assets)

  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

  • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ และเทคโนโลยี

 

ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ Stablecoin ขยับเข้าใกล้มาตรฐานของตราสารการเงินสถาบันมากขึ้น

 

Moody’s จะให้เรตติ้ง Stablecoin ยังไง?

 

Moody’s ระบุว่า เป้าหมายของเฟรมเวิร์กนี้คือการ ประเมินความน่าเชื่อถือ (Creditworthiness) ของ Stablecoin แต่ละตัว เหมือนที่เคยทำกับตราสารหนี้ หุ้นกู้ หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ

 

หลักคิดสำคัญมี 2 ชั้นใหญ่ ๆ

 

  1. ดู “คุณภาพทุนสำรอง” เป็นอันดับแรก

    • แยกดูว่าในทุนสำรองของ Stablecoin แต่ละเหรียญ

      • มีสินทรัพย์อะไรอยู่บ้าง เช่น เงินฝากธนาคารพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ระยะสั้น ฯลฯ

    • ใช้เรตติ้งของสินทรัพย์นั้น ๆ และของ “คู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง”

      • เช่น ธนาคารที่ถือเงินฝาก

      • ผู้ออกตราสารหนี้

    • ผลลัพธ์คือ แม้จะเป็น เหรียญที่อ้างอิง 1:1 กับดอลลาร์เหมือนกัน แต่คุณภาพทุนสำรองอาจต่างกัน และได้เรตติ้งไม่เท่ากัน

  2. ประเมิน “ความเสี่ยงมูลค่าตลาด” และโครงสร้างการบริหาร

    • Moody’s จะประเมินความเสี่ยงด้าน ราคาของทุนสำรอง ตาม

      • ประเภทสินทรัพย์

      • อายุคงเหลือ (Maturity)

    • นำมาคิดเป็น Advance Rate หรือ “ส่วนที่ถือว่าคิดเป็นมูลค่าที่เชื่อถือได้” ของสินทรัพย์แต่ละประเภท

    • จากนั้นจึงดูปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น

      • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)

      • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operational Risk)

      • ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Risk)

      • โครงสร้างการดูแล–แยกทรัพย์สิน (Segregation)

 

สุดท้ายจึงสรุปออกมาเป็น เรตติ้งรวมของ Stablecoin แต่ละตัว

 

จุดโฟกัสสำคัญ: “ทุนสำรองต้องถูกแยก (Segregated) เพื่อคุ้มครองผู้ถือเหรียญ”

 

Moody’s ระบุชัดว่า เฟรมเวิร์กนี้จะใช้กับ Stablecoin ที่

  • มีกิจกรรมการออกเหรียญ การถือและบริหารทุนสำรอง

  • ถูก “แยกออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ” จากกิจกรรมอื่นของบริษัทผู้ออกเหรียญ

 

หรือพูดง่าย ๆ คือ

 

ทุนสำรองของ Stablecoin ต้องถูกกันไว้อย่างชัดเจนใช้ได้แค่เพื่อรองรับการไถ่ถอนและภาระผูกพันของเหรียญเท่านั้น แม้ในกรณีที่บริษัทผู้ออกเหรียญล้มละลายหรือมีปัญหา

 

แนวคิดนี้สอดคล้องกับกรอบกฎหมายฝั่งสหรัฐฯ อย่าง GENIUS Act ที่เพิ่งผ่านออกมา ซึ่งกำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องถือ

 

  • สินทรัพย์สำรองที่มีสภาพคล่องสูง

  • เช่น เงินฝากในธนาคารที่ได้รับการคุ้มครอง และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น

 

ตัวอย่างในตลาด: Tether และแรงกดดันด้านความโปร่งใส

 

หนึ่งใน Stablecoin ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ USDT จากบริษัท Tether

 

  • อดีตที่ผ่านมา Tether เคยถูกตั้งคำถามเรื่อง

    • ความโปร่งใสของทุนสำรอง

    • รายละเอียดสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำเหรียญ

  • แต่ช่วงหลังบริษัทออกมารายงานข้อมูลมากขึ้น และชี้ว่า

    • ณ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา Tether มีการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่าราว 135,000 ล้านดอลลาร์

 

นอกจากนี้ Tether ยังมีแผนออก Stablecoin เวอร์ชันใหม่ที่โฟกัสตลาดสหรัฐฯ โดยตรง ซึ่งแน่นอนว่า

 

หาก Moody’s เดินหน้าเฟรมเวิร์กเรตติ้ง Stablecoin จริง เหรียญใหญ่อย่าง USDT, รวมถึงผู้ออกเหรียญรายอื่น ๆ จะถูกจับส่องด้วยมาตรฐาน “สไตล์วอลสตรีท” มากขึ้น

 

ทำไมตลาดต้องสนใจ “เรตติ้ง Stablecoin”?

 

การที่ Moody’s เสนอเกณฑ์เรตติ้ง Stablecoin มีความหมายต่อทั้ง

 

  • สถาบันการเงินดั้งเดิม (TradFi) ที่กำลังทดลองใช้ Stablecoin

  • แพลตฟอร์มคริปโต–DeFi ที่ต้องการมาตรฐานเทียบเท่าสินทรัพย์การเงินอื่น

 

ประโยชน์เชิงโครงสร้าง เช่น

 

  • ช่วยให้ธนาคาร กองทุน และสถาบัน

    • เปรียบเทียบ Stablecoin แต่ละตัวได้จากมุมมอง “ความเสี่ยงเครดิต”

  • ช่วยยกระดับมาตรฐานด้าน

    • ความโปร่งใสของทุนสำรอง

    • การแยกทรัพย์สินสำรองออกจากบริษัท

  • ช่วยดึง Stablecoin เข้าไปอยู่ในกรอบ

    • การบริหารความเสี่ยงแบบเดียวกับตราสารหนี้/กองทุนตราสารเงิน

 

พูดง่าย ๆ คือ

 

Stablecoin จะไม่ใช่แค่ “เหรียญดิจิทัลมูลค่าใกล้เคียง 1 ดอลลาร์” อีกต่อไป แต่จะถูกมองเป็น “ตราสารคล้ายกองทุนทุนสำรองสั้น ๆ ที่มีเรตติ้ง–มีมาตรฐาน”

 

อ้างอิง : theblock.co