Moody’s เตรียมให้เรตติ้ง Stablecoin เน้นดู “คุณภาพทุนสำรอง” แยกคะแนนแต่ละเหรียญชัดเจน
เมื่อ Stablecoin กำลังจะกลายเป็น “สะพาน” เชื่อมโลกคริปโตกับระบบการเงินดั้งเดิม หน่วยงานจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ของโลกอย่าง Moody’s ก็เตรียมลงมาเล่นในสนามนี้อย่างจริงจัง ด้วยการเสนอ กรอบการให้เรตติ้ง Stablecoin ที่โฟกัสไปที่
คุณภาพ สินทรัพย์สำรอง (Reserve Assets)
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ และเทคโนโลยี
ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ Stablecoin ขยับเข้าใกล้มาตรฐานของตราสารการเงินสถาบันมากขึ้น
Moody’s จะให้เรตติ้ง Stablecoin ยังไง?
Moody’s ระบุว่า เป้าหมายของเฟรมเวิร์กนี้คือการ ประเมินความน่าเชื่อถือ (Creditworthiness) ของ Stablecoin แต่ละตัว เหมือนที่เคยทำกับตราสารหนี้ หุ้นกู้ หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ
หลักคิดสำคัญมี 2 ชั้นใหญ่ ๆ
ดู “คุณภาพทุนสำรอง” เป็นอันดับแรก
แยกดูว่าในทุนสำรองของ Stablecoin แต่ละเหรียญ
มีสินทรัพย์อะไรอยู่บ้าง เช่น เงินฝากธนาคารพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ระยะสั้น ฯลฯ
ใช้เรตติ้งของสินทรัพย์นั้น ๆ และของ “คู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง”
เช่น ธนาคารที่ถือเงินฝาก
ผู้ออกตราสารหนี้
ผลลัพธ์คือ แม้จะเป็น เหรียญที่อ้างอิง 1:1 กับดอลลาร์เหมือนกัน แต่คุณภาพทุนสำรองอาจต่างกัน และได้เรตติ้งไม่เท่ากัน
ประเมิน “ความเสี่ยงมูลค่าตลาด” และโครงสร้างการบริหาร
Moody’s จะประเมินความเสี่ยงด้าน ราคาของทุนสำรอง ตาม
ประเภทสินทรัพย์
อายุคงเหลือ (Maturity)
นำมาคิดเป็น Advance Rate หรือ “ส่วนที่ถือว่าคิดเป็นมูลค่าที่เชื่อถือได้” ของสินทรัพย์แต่ละประเภท
จากนั้นจึงดูปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operational Risk)
ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Risk)
โครงสร้างการดูแล–แยกทรัพย์สิน (Segregation)
สุดท้ายจึงสรุปออกมาเป็น เรตติ้งรวมของ Stablecoin แต่ละตัว
จุดโฟกัสสำคัญ: “ทุนสำรองต้องถูกแยก (Segregated) เพื่อคุ้มครองผู้ถือเหรียญ”
Moody’s ระบุชัดว่า เฟรมเวิร์กนี้จะใช้กับ Stablecoin ที่
มีกิจกรรมการออกเหรียญ การถือและบริหารทุนสำรอง
ถูก “แยกออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ” จากกิจกรรมอื่นของบริษัทผู้ออกเหรียญ
หรือพูดง่าย ๆ คือ
ทุนสำรองของ Stablecoin ต้องถูกกันไว้อย่างชัดเจนใช้ได้แค่เพื่อรองรับการไถ่ถอนและภาระผูกพันของเหรียญเท่านั้น แม้ในกรณีที่บริษัทผู้ออกเหรียญล้มละลายหรือมีปัญหา
แนวคิดนี้สอดคล้องกับกรอบกฎหมายฝั่งสหรัฐฯ อย่าง GENIUS Act ที่เพิ่งผ่านออกมา ซึ่งกำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องถือ
สินทรัพย์สำรองที่มีสภาพคล่องสูง
เช่น เงินฝากในธนาคารที่ได้รับการคุ้มครอง และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น
ตัวอย่างในตลาด: Tether และแรงกดดันด้านความโปร่งใส
หนึ่งใน Stablecoin ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ USDT จากบริษัท Tether
อดีตที่ผ่านมา Tether เคยถูกตั้งคำถามเรื่อง
ความโปร่งใสของทุนสำรอง
รายละเอียดสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำเหรียญ
แต่ช่วงหลังบริษัทออกมารายงานข้อมูลมากขึ้น และชี้ว่า
ณ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา Tether มีการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่าราว 135,000 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ Tether ยังมีแผนออก Stablecoin เวอร์ชันใหม่ที่โฟกัสตลาดสหรัฐฯ โดยตรง ซึ่งแน่นอนว่า
หาก Moody’s เดินหน้าเฟรมเวิร์กเรตติ้ง Stablecoin จริง เหรียญใหญ่อย่าง USDT, รวมถึงผู้ออกเหรียญรายอื่น ๆ จะถูกจับส่องด้วยมาตรฐาน “สไตล์วอลสตรีท” มากขึ้น
ทำไมตลาดต้องสนใจ “เรตติ้ง Stablecoin”?
การที่ Moody’s เสนอเกณฑ์เรตติ้ง Stablecoin มีความหมายต่อทั้ง
สถาบันการเงินดั้งเดิม (TradFi) ที่กำลังทดลองใช้ Stablecoin
แพลตฟอร์มคริปโต–DeFi ที่ต้องการมาตรฐานเทียบเท่าสินทรัพย์การเงินอื่น
ประโยชน์เชิงโครงสร้าง เช่น
ช่วยให้ธนาคาร กองทุน และสถาบัน
เปรียบเทียบ Stablecoin แต่ละตัวได้จากมุมมอง “ความเสี่ยงเครดิต”
ช่วยยกระดับมาตรฐานด้าน
ความโปร่งใสของทุนสำรอง
การแยกทรัพย์สินสำรองออกจากบริษัท
ช่วยดึง Stablecoin เข้าไปอยู่ในกรอบ
การบริหารความเสี่ยงแบบเดียวกับตราสารหนี้/กองทุนตราสารเงิน
พูดง่าย ๆ คือ
Stablecoin จะไม่ใช่แค่ “เหรียญดิจิทัลมูลค่าใกล้เคียง 1 ดอลลาร์” อีกต่อไป แต่จะถูกมองเป็น “ตราสารคล้ายกองทุนทุนสำรองสั้น ๆ ที่มีเรตติ้ง–มีมาตรฐาน”
อ้างอิง : theblock.co