Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

JPMorgan ชี้! ความเสี่ยงตัวจริงของ Bitcoin ไม่ใช่ Strategy แต่คือบล็อกเชนที่ "บายพาส" เครือข่ายสาธารณะ
10 July 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

JPMorgan ชี้! ความเสี่ยงตัวจริงของ Bitcoin ไม่ใช่ Strategy แต่คือบล็อกเชนที่ "บายพาส" เครือข่ายสาธารณะ

นักวิเคราะห์จาก JPMorgan (วาณิชธนกิจรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ) ออกรายงานระบุว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงของ Bitcoin ในระยะยาวไม่ใช่การที่ Strategy เทขาย BTC อย่างที่นักลงทุนหลายคนกังวล แต่คือแนวโน้มที่โลกการเงินดั้งเดิมหันไปใช้บล็อกเชนแบบมีสิทธิ์ (Permissioned Blockchain) ซึ่งอาจ "บายพาส" เครือข่ายสาธารณะอย่าง Ethereum ไปเลย รายงานนี้เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยทีมวิเคราะห์ที่นำโดย นิโคลอส พานิเกียร์ตซ็อกลู (Nikolaos Panigirtzoglou)

 

🎯 ทำไม Strategy ถึงไม่ใช่ "ตัวร้าย" ที่แท้จริง

 

แม้การขาย Bitcoin และโครงการแปลง BTC เป็นเงินสด (BTC Monetization) ของ Strategy จะถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อตลาด แต่นักวิเคราะห์ของ JPMorgan มองว่านี่ไม่ใช่ภัยคุกคามเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด

 

ทีมงานระบุชัดว่า ความเสี่ยงที่สำคัญกว่ามาจากการที่การนำบล็อกเชนไปใช้ในโลกการเงินดั้งเดิม (Traditional Finance) กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่หลบเลี่ยงเครือข่ายสาธารณะแบบไร้การอนุญาต หากการทำ Tokenization การชำระเงิน และการชำระราคาเกิดขึ้นนอกเครือข่ายคริปโตสาธารณะมากขึ้น ระบบนิเวศคริปโตในภาพรวมอาจเผชิญภาวะ "Structural De-rating" (การถูกลดมูลค่าเชิงโครงสร้าง) กิจกรรมช้าลง สภาพคล่องลดลง และเงินทุนไหลเข้าอ่อนแรง ซึ่งท้ายที่สุดจะกดดัน Bitcoin ตามไปด้วย

 

🏦 ทำไมสถาบันการเงินถึงเลือก "บล็อกเชนแบบมีสิทธิ์"

 

จนถึงตอนนี้ การนำไปใช้ในระดับสถาบันส่วนใหญ่เอนเอียงไปทางบล็อกเชนแบบมีสิทธิ์ เพราะให้ความเป็นส่วนตัวสูงกว่า มีระบบ KYC/AML (การยืนยันตัวตนและการป้องกันฟอกเงิน) การกำกับดูแล ปริมาณธุรกรรมที่รองรับได้มากกว่า ความรับผิดทางกฎหมาย และความชัดเจนด้านการกำกับ

 

นักวิเคราะห์ยังอ้างถึง BIS (ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ "ธนาคารกลางของธนาคารกลาง") ที่เตือนไม่ให้ใช้บล็อกเชนสาธารณะกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ พร้อมสนับสนุนแนวคิด "Unified Ledger" (บัญชีแยกประเภทแบบรวมศูนย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกกำกับ) ซึ่งรวมเงินธนาคารกลาง เงินฝากธนาคารพาณิชย์ และสินทรัพย์ที่ถูก Tokenize ไว้ด้วยกัน

 

💵 Tokenized Deposits — คู่แข่งตัวฉกาจของ Stablecoin

 

ธนาคารต่างๆ กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนของตัวเอง โดยตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Tokenized Deposits (เงินฝากธนาคารในรูปดิจิทัลที่มีกฎหมายธนาคารและระบบประกันเงินฝากหนุนหลัง)

 

หาก Tokenized Deposits ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในรูปแบบที่โอนกันไม่ได้ตามที่หน่วยงานกำกับนิยม ก็อาจลดความจำเป็นในการใช้ Stablecoin (เหรียญที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์อ้างอิง) สำหรับการชำระเงินระดับสถาบันลง ยิ่งเมื่อรวมกับโครงการบล็อกเชนของ SWIFT และโครงการ CBDC (สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง) อย่าง Digital Euro และ Digital Yuan ก็ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ทางเลือกที่ถูกกำกับ

 

📊 RWA อาจไม่ย้ายมาอยู่บนเครือข่ายสาธารณะ

 

ตลาด RWA (Real-World Asset — การนำสินทรัพย์ในโลกจริงมาแปลงเป็นโทเคน) ยังเล็กอยู่ที่ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ (~1.67 ล้านล้านบาท) โดยส่วนสำคัญอยู่บน Ethereum แต่ JPMorgan มองว่านี่สะท้อนการทดลองในช่วงต้นมากกว่าจะเป็นโครงสร้างระยะยาว

 

เมื่อการใช้งานระดับสถาบันโตขึ้น การออก การเก็บรักษา และการชำระราคา อาจย้ายไปอยู่บนโครงสร้างแบบมีสิทธิ์ที่ตอบโจทย์ด้านตัวตนและการกำกับได้ดีกว่า โดยนักวิเคราะห์ยกตัวอย่าง DTCC ที่พัฒนา Workflow บนโครงสร้างแบบมีสิทธิ์และทดลอง Tokenize พันธบัตรสหรัฐฯ ผ่าน Canton Network รวมถึง Securitize ที่ออกสินทรัพย์ Tokenized บน Solana และ Avalanche ผ่านแพลตฟอร์มที่ถูกกำกับ

 

⚖️ CLARITY Act ช่วยได้แค่ไหน?

 

ที่น่าสนใจคือ นักวิเคราะห์เตือนว่าแม้ CLARITY Act (ร่างกฎหมายจัดระเบียบโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ) จะผ่านภายในปีนี้ ก็อาจไม่ได้ขจัดความเสี่ยงเหล่านี้ เพราะมันอาจไปกระตุ้นให้เกิด Tokenized Deposits ที่ออกโดยธนาคาร ซึ่งเสริมความแข็งแกร่งให้สถาบันการเงินเดิม ขณะที่จำกัดบทบาทของ Stablecoin บนบล็อกเชนสาธารณะ

 

อย่างไรก็ตาม JPMorgan ยอมรับว่ามีหลายปัจจัยที่อาจพลิกมุมมองนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลไฮบริดที่บล็อกเชนสาธารณะและเอกชนต่างมีบทบาทสำคัญ การที่ Stablecoin ได้รับการยอมรับมากขึ้นจากกฎเกณฑ์ที่เอื้ออำนวย หรือการที่ Bitcoin ยังคงถูกมองเป็น "ทองคำดิจิทัล" และเครื่องมือป้องกันการด้อยค่าของเงิน โดยไม่ขึ้นกับว่ามูลค่าจะไหลไปที่ไหนในระบบนิเวศคริปโต

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับประเด็นบทบาทของ Strategy ในตลาด Bitcoin ที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 Strategy ฟาดกำไร Bitcoin Q2 กว่า $13,000 ล้าน แต่ธุรกิจซอฟต์แวร์แทบไม่โต
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: รายงานบทวิเคราะห์ของ JPMorgan (ตรวจสอบยืนยันเพิ่มเติมกับ TheStreet) / theblock.co / ภาพ cryptoslate.com

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict มุมมองของ JPMorgan สะท้อนคำถามที่คมชัดว่า "มูลค่า" จากการนำบล็อกเชนไปใช้จริงจะไหลกลับมาที่โทเคนสาธารณะหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนระยะยาวควรจับตา อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องน่าสนใจว่ารายงานเองก็ยอมรับความเป็นไปได้ของ "โมเดลไฮบริด" ที่ทั้งสองฝั่งอยู่ร่วมกันได้ ประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีเปิดหลายครั้งก็แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานสาธารณะมักหาที่ยืนของตัวเองเจอเสมอ การแข่งขันระหว่างระบบเปิดและระบบปิดรอบนี้จึงน่าติดตามไม่น้อยเลยทีเดียว

 

🏷️ Tags / SEO: JPMorgan Bitcoin, ความเสี่ยง Bitcoin, Tokenized Deposits, Permissioned Blockchain, RWA Tokenization, Stablecoin, CLARITY Act, Ethereum

⚠️ คำเตือนการลงทุน: บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ราคาผันผวนรุนแรง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com