JPMorgan ชี้! ความเสี่ยงตัวจริงของ Bitcoin ไม่ใช่ Strategy แต่คือบล็อกเชนที่ "บายพาส" เครือข่ายสาธารณะ
นักวิเคราะห์จาก JPMorgan (วาณิชธนกิจรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ) ออกรายงานระบุว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงของ Bitcoin ในระยะยาวไม่ใช่การที่ Strategy เทขาย BTC อย่างที่นักลงทุนหลายคนกังวล แต่คือแนวโน้มที่โลกการเงินดั้งเดิมหันไปใช้บล็อกเชนแบบมีสิทธิ์ (Permissioned Blockchain) ซึ่งอาจ "บายพาส" เครือข่ายสาธารณะอย่าง Ethereum ไปเลย รายงานนี้เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยทีมวิเคราะห์ที่นำโดย นิโคลอส พานิเกียร์ตซ็อกลู (Nikolaos Panigirtzoglou)
🎯 ทำไม Strategy ถึงไม่ใช่ "ตัวร้าย" ที่แท้จริง
แม้การขาย Bitcoin และโครงการแปลง BTC เป็นเงินสด (BTC Monetization) ของ Strategy จะถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อตลาด แต่นักวิเคราะห์ของ JPMorgan มองว่านี่ไม่ใช่ภัยคุกคามเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด
ทีมงานระบุชัดว่า ความเสี่ยงที่สำคัญกว่ามาจากการที่การนำบล็อกเชนไปใช้ในโลกการเงินดั้งเดิม (Traditional Finance) กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่หลบเลี่ยงเครือข่ายสาธารณะแบบไร้การอนุญาต หากการทำ Tokenization การชำระเงิน และการชำระราคาเกิดขึ้นนอกเครือข่ายคริปโตสาธารณะมากขึ้น ระบบนิเวศคริปโตในภาพรวมอาจเผชิญภาวะ "Structural De-rating" (การถูกลดมูลค่าเชิงโครงสร้าง) กิจกรรมช้าลง สภาพคล่องลดลง และเงินทุนไหลเข้าอ่อนแรง ซึ่งท้ายที่สุดจะกดดัน Bitcoin ตามไปด้วย
🏦 ทำไมสถาบันการเงินถึงเลือก "บล็อกเชนแบบมีสิทธิ์"
จนถึงตอนนี้ การนำไปใช้ในระดับสถาบันส่วนใหญ่เอนเอียงไปทางบล็อกเชนแบบมีสิทธิ์ เพราะให้ความเป็นส่วนตัวสูงกว่า มีระบบ KYC/AML (การยืนยันตัวตนและการป้องกันฟอกเงิน) การกำกับดูแล ปริมาณธุรกรรมที่รองรับได้มากกว่า ความรับผิดทางกฎหมาย และความชัดเจนด้านการกำกับ
นักวิเคราะห์ยังอ้างถึง BIS (ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ "ธนาคารกลางของธนาคารกลาง") ที่เตือนไม่ให้ใช้บล็อกเชนสาธารณะกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ พร้อมสนับสนุนแนวคิด "Unified Ledger" (บัญชีแยกประเภทแบบรวมศูนย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกกำกับ) ซึ่งรวมเงินธนาคารกลาง เงินฝากธนาคารพาณิชย์ และสินทรัพย์ที่ถูก Tokenize ไว้ด้วยกัน
💵 Tokenized Deposits — คู่แข่งตัวฉกาจของ Stablecoin
ธนาคารต่างๆ กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนของตัวเอง โดยตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Tokenized Deposits (เงินฝากธนาคารในรูปดิจิทัลที่มีกฎหมายธนาคารและระบบประกันเงินฝากหนุนหลัง)
หาก Tokenized Deposits ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในรูปแบบที่โอนกันไม่ได้ตามที่หน่วยงานกำกับนิยม ก็อาจลดความจำเป็นในการใช้ Stablecoin (เหรียญที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์อ้างอิง) สำหรับการชำระเงินระดับสถาบันลง ยิ่งเมื่อรวมกับโครงการบล็อกเชนของ SWIFT และโครงการ CBDC (สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง) อย่าง Digital Euro และ Digital Yuan ก็ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ทางเลือกที่ถูกกำกับ
📊 RWA อาจไม่ย้ายมาอยู่บนเครือข่ายสาธารณะ
ตลาด RWA (Real-World Asset — การนำสินทรัพย์ในโลกจริงมาแปลงเป็นโทเคน) ยังเล็กอยู่ที่ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ (~1.67 ล้านล้านบาท) โดยส่วนสำคัญอยู่บน Ethereum แต่ JPMorgan มองว่านี่สะท้อนการทดลองในช่วงต้นมากกว่าจะเป็นโครงสร้างระยะยาว
เมื่อการใช้งานระดับสถาบันโตขึ้น การออก การเก็บรักษา และการชำระราคา อาจย้ายไปอยู่บนโครงสร้างแบบมีสิทธิ์ที่ตอบโจทย์ด้านตัวตนและการกำกับได้ดีกว่า โดยนักวิเคราะห์ยกตัวอย่าง DTCC ที่พัฒนา Workflow บนโครงสร้างแบบมีสิทธิ์และทดลอง Tokenize พันธบัตรสหรัฐฯ ผ่าน Canton Network รวมถึง Securitize ที่ออกสินทรัพย์ Tokenized บน Solana และ Avalanche ผ่านแพลตฟอร์มที่ถูกกำกับ
⚖️ CLARITY Act ช่วยได้แค่ไหน?
ที่น่าสนใจคือ นักวิเคราะห์เตือนว่าแม้ CLARITY Act (ร่างกฎหมายจัดระเบียบโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ) จะผ่านภายในปีนี้ ก็อาจไม่ได้ขจัดความเสี่ยงเหล่านี้ เพราะมันอาจไปกระตุ้นให้เกิด Tokenized Deposits ที่ออกโดยธนาคาร ซึ่งเสริมความแข็งแกร่งให้สถาบันการเงินเดิม ขณะที่จำกัดบทบาทของ Stablecoin บนบล็อกเชนสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม JPMorgan ยอมรับว่ามีหลายปัจจัยที่อาจพลิกมุมมองนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลไฮบริดที่บล็อกเชนสาธารณะและเอกชนต่างมีบทบาทสำคัญ การที่ Stablecoin ได้รับการยอมรับมากขึ้นจากกฎเกณฑ์ที่เอื้ออำนวย หรือการที่ Bitcoin ยังคงถูกมองเป็น "ทองคำดิจิทัล" และเครื่องมือป้องกันการด้อยค่าของเงิน โดยไม่ขึ้นกับว่ามูลค่าจะไหลไปที่ไหนในระบบนิเวศคริปโต
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับประเด็นบทบาทของ Strategy ในตลาด Bitcoin ที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 Strategy ฟาดกำไร Bitcoin Q2 กว่า $13,000 ล้าน แต่ธุรกิจซอฟต์แวร์แทบไม่โต
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: รายงานบทวิเคราะห์ของ JPMorgan (ตรวจสอบยืนยันเพิ่มเติมกับ TheStreet) / theblock.co / ภาพ cryptoslate.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict มุมมองของ JPMorgan สะท้อนคำถามที่คมชัดว่า "มูลค่า" จากการนำบล็อกเชนไปใช้จริงจะไหลกลับมาที่โทเคนสาธารณะหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนระยะยาวควรจับตา อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องน่าสนใจว่ารายงานเองก็ยอมรับความเป็นไปได้ของ "โมเดลไฮบริด" ที่ทั้งสองฝั่งอยู่ร่วมกันได้ ประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีเปิดหลายครั้งก็แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานสาธารณะมักหาที่ยืนของตัวเองเจอเสมอ การแข่งขันระหว่างระบบเปิดและระบบปิดรอบนี้จึงน่าติดตามไม่น้อยเลยทีเดียว
🏷️ Tags / SEO: JPMorgan Bitcoin, ความเสี่ยง Bitcoin, Tokenized Deposits, Permissioned Blockchain, RWA Tokenization, Stablecoin, CLARITY Act, Ethereum
⚠️ คำเตือนการลงทุน: บทความนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ราคาผันผวนรุนแรง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com