
ตกรถ คืออะไร ทำไมหลายคนถึงตกรถ แล้วต้องทำยังไงถึงจะไม่ตกรถ
ทำความรู้จักกับการตกรถ สถานการณ์ที่นักลงทุนหลายคนไม่อยากเจอ มาดูกันว่า ตกรถ คือออะไร เกิดจากอะไร และทำยังไงถึงจะไม่ตกรถ ติดตามได้จากบทความนี้เลย!
ในโลกของการลงทุน คำว่า "ตกรถ" มักถูกพูดถึงบ่อยครั้ง หมายถึง การพลาดโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการทำกำไร ซึ่งสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนต้องตกรถมีอยู่หลายสาเหตุ

สาเหตุของการตกรถ
มีหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดการตกรถ ดังนี้
- ความกลัว: นักลงทุนบางคนอาจกลัวที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีราคาสูงขึ้น เพราะกังวลว่าราคาอาจจะพุ่งขึ้นไปอีกจนซื้อไม่ไหว หรือกลัวว่าราคาจะพลิกกลับมาลง
- ข้อมูลไม่เพียงพอ: การขาดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่น่าสนใจ อาจทำให้ตัดสินใจลงทุนล่าช้า พลาดโอกาสในการซื้อในราคาที่ต่ำ
- อารมณ์: การตัดสินใจลงทุนด้วยอารมณ์ เช่น ความโลภ กลัวพลาด
- กลยุทธ์การลงทุนที่ไม่เหมาะสม: กลยุทธ์การลงทุนที่เน้นการเทรดระยะสั้น อาจทำให้พลาดโอกาสในการลงทุนระยะยาว
ตกรถแล้วเป็นยังไง
การตกรถอาจส่งผลกระทบต่อนักลงทุน ดังนี้
- สูญเสียโอกาสในการทำกำไร: นักลงทุนอาจสูญเสียโอกาสในการทำกำไรก้อนโตจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่ราคาพุ่งสูงขึ้น
- เกิดภาวะทางอารมณ์: การตกรถอาจทำให้เกิดภาวะทางอารมณ์ เช่น เสียดาย โกรธ
- สูญเสียความมั่นใจ: นักลงทุนอาจสูญเสียความมั่นใจในการลงทุน
- ตัดสินใจลงทุนผิดพลาด: อาจตัดสินใจลงทุนผิดพลาดจากอารมณ์
ไม่อยากตกรถต้องทำยังไง?
มีหลายวิธีที่นักลงทุนสามารถป้องกันการตกรถได้ ซึ่งในบทความนี้เราจะแบ่งออกเป็น 7 ข้อ ดังนี้
- ศึกษาข้อมูล: แน่นอนว่านักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่สนใจอย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจลงทุนใด ๆ
- วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน: วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์ เช่น งบการเงิน ผู้บริหาร สภาพตลาด
- มีวินัย: มีวินัยในการลงทุน หลาย ๆ คนเลือกลงทุนแบบ DCA จึงแทบไม่ต้องกังวลเลยว่าจะตกรถหรือไม่ เพราะถัวเฉลี่ยอยู่แล้ว
- กระจายความเสี่ยง: กระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เพื่อไม่ให้มูลค่าลงทุนของเราขึ้นอยู่กับสินทรัพย์บางประเภท
- ลงทุนระยะยาว: เน้นการลงทุนระยะยาว หลายครั้งสินทรัพย์บางประเภทจะมีเวลาที่เป็นช่วงขาลง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการลงทุน ถ้าเราถือได้ยาวกว่า ก็อาจจะมีโอกาสทำกำไรได้
- คุมอารมณ์: ควบคุมอารมณ์ในการลงทุน อย่าหลงเชื่อข่าวที่เป็น Scam หรือข่าวที่ทำให้เรารู้สึก FOMO แต่ควรศึกษารายละเอียดเองอย่างถ่องแท้
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ถ้าเป็นไปได้ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่มีประสบการณ์หรือเชื่อถือได้ก็จะช่วยให้เราได้มุมมองจากผู้มีประสบการณ์ ก่อนจะตัดสินใจซื้อหรือลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ
ตัวอย่างการตกรถ
ตัวอย่างของการตกรถที่พบบ่อย เช่น
- การตกรถหุ้น: นักลงทุนบางคนอาจพลาดโอกาสในการลงทุนในหุ้นที่ราคาพุ่งสูงขึ้น เช่น หุ้นเทคโนโลยี
- การตกรถคริปโตเคอร์เรนซี: นักลงทุนบางคนอาจพลาดโอกาสในการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี เช่น บิตคอยน์
- การตกรถอสังหาริมทรัพย์: นักลงทุนบางคนอาจพลาดโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดตอนพรีเซล อสังหาฯ ประมูลจากกรมบังคับดคี ที่มักขายทอดตลาดในราคาถูก
เคสจริงที่คนเสียดายที่สุด ตกรถเหรียญที่ราคาพุ่งจนคาดไม่ถึง
[IMAGE: กราฟราคาเหรียญที่พุ่งแรง พร้อม annotation จุดที่คนส่วนใหญ่มองข้ามก่อนราคาจะพุ่งขึ้นหลายเท่า]
เคสที่มักถูกหยิบมาเล่าเตือนใจในวงการคริปโตคือเรื่องของ Laszlo Hanyecz วิศวกรคอมพิวเตอร์ชาวอเมริกันที่จ่าย Bitcoin 10,000 เหรียญเพื่อแลกกับพิซซ่า 2 ถาดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2010 ตอนนั้น Bitcoin จำนวนนั้นมีมูลค่ารวมกันไม่ถึง 41 ดอลลาร์ แต่ถ้าเขาถือ Bitcoin จำนวนนั้นไว้จนถึงวันครบรอบ Bitcoin Pizza Day ปี 2026 มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 770 ล้านดอลลาร์ ที่น่าสนใจคือ Laszlo เองบอกซ้ำหลายครั้งว่าเขาไม่ได้เสียใจกับการตัดสินใจครั้งนั้น เพราะเป็นธุรกรรมที่ทำให้ Bitcoin กลายเป็นสิ่งที่ใช้จ่ายแลกของจริงได้เป็นครั้งแรก แต่เรื่องนี้ก็ยังถูกยกมาเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการตกรถที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต
อีกเคสที่ใกล้เคียงเราในเวลามากกว่าคือ Shiba Inu (SHIB) ช่วงปี 2021 มีรายงานว่านักลงทุนรายหนึ่งซื้อ SHIB มูลค่า 8,000 ดอลลาร์ช่วงปลายปี 2020 แล้วถือไว้จนราคาพุ่งทำ ATH เมื่อ 21 ตุลาคม 2021 เงินก้อนเดิมนั้นพองตัวขึ้นเป็นมูลค่ากว่า 5,700 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึง 400 วัน คิดเป็นผลตอบแทนราว 85 ล้านเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขระดับนี้แทบไม่มีทางเกิดซ้ำได้ง่ายๆ และไม่ควรใช้เป็นความคาดหวังปกติของการลงทุน แต่ก็สะท้อนว่าทำไมเรื่องตกรถเหรียญมีมถึงเป็นเรื่องที่คนพูดถึงกันมากเป็นพิเศษในคอมมูนิตี้คริปโต
ฝั่งไทยเองก็มีบทเรียนแบบกลับด้าน คือกรณี JFin Coin ของกลุ่ม Jaymart ที่เปิดขาย ICO ครั้งแรกของบริษัทจดทะเบียนไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ระดมทุนได้ 660 ล้านบาทและขายหมดอย่างรวดเร็ว ราคาช่วงพรีเซลอยู่ที่ 6.60 บาทต่อโทเคน กระแส FOMO ตอนนั้นแรงมากจนคนที่ตกรถ ICO รอบแรกพยายามไล่ราคาซื้อตอนเข้าเทรดวันแรก แต่ราคากลับร่วงลงถึง 57% เหลือประมาณ 3 บาทในเวลาไม่นาน คนที่กลัวตกรถแล้วรีบไล่ราคาซื้อกลับกลายเป็นฝ่ายเจ็บหนักกว่าคนที่ไม่ได้เข้าตั้งแต่แรกเสียอีก เคสนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าความกลัวตกรถบางทีก็พาไปสู่การตัดสินใจที่แย่กว่าการไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่ต้น
ตัวเลขจริงเรื่อง FOMO ในหมู่นักลงทุนคริปโต
ความรู้สึกกลัวตกรถไม่ใช่เรื่องที่มีแค่ไม่กี่คน จากผลสำรวจของกระดานเทรด Kraken พบว่า 84% ของนักลงทุนคริปโตเคยตัดสินใจลงทุนเพราะ FOMO อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และ 63% ของผู้ถือคริปโตยอมรับว่าเคยขาดทุนเพราะทำตามความรู้สึก FOMO หรือ FUD คือความกลัวจากข่าวลบ มากกว่าการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ที่น่าสนใจคือผลสำรวจเดียวกันยังพบความต่างทางเพศชัดเจน โดยผู้ชาย 70% รู้สึกอย่างรุนแรงว่าตัวเองพลาดโอกาสทำกำไรก้อนใหญ่ที่สุดของคริปโต เทียบกับผู้หญิงที่ 48% รู้สึกแบบเดียวกัน
ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรเรา อย่างแรกคือความรู้สึกตกรถเป็นเรื่องปกติมากที่แทบทุกคนในตลาดนี้เคยเจอ ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว อย่างที่สองคือ FOMO ที่ไม่ถูกควบคุมมักนำไปสู่การตัดสินใจที่แย่กว่าการไม่ได้เข้าร่วมเลยเสียอีก เหมือนกรณี JFin Coin ที่ยกตัวอย่างไปก่อนหน้า ดังนั้นคำถามที่ควรถามตัวเองจริงๆ ไม่ใช่ ทำยังไงถึงจะไม่ตกรถอีก แต่ควรเป็น ทำยังไงให้การตัดสินใจลงทุนของเราไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวตกรถเพียงอย่างเดียว
บทสรุป
การตกรถเป็นภัยร้ายของนักลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน มีวินัย กระจายความเสี่ยง ลงทุนระยะยาว ควบคุมอารมณ์ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
📖 อยากรู้ศัพท์คริปโตคำอื่น? ดูรวมศัพท์คริปโต A-Z ครบทุกคำ